content-0035880-1455516399

การรู้อายุครรภ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะทำให้ง่ายต่อการดูแลสุขภาพครรภ์ตลอด 40 สัปดาห์ วิธีนับอายุครรภ์ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะการนับอายุครรภ์ที่แม่นยำ จะทำให้คุณหมอสามารถวินิจฉัย และแจ้งกำหนดวันคลอดได้คร่าวๆ รวมทั้งทำให้ทราบด้วยว่าคุณแม่ท้องมีภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ด้วยหรือไม่

วิธีการนับอายุครรภ์ของคุณแม่

การไปตรวจครรภ์กับคุณหมอจะทำให้คุณแม่ท้องทราบได้ว่าตอนนี้อายุครรภ์ของตัวเองนั้นกี่สัปดาห์แล้ว ซึ่งจะเริ่มนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณแม่ท้องนั่นเอง หลังจากที่คุณหมอทราบข้อมูลในเบื้องต้นเกี่ยวกับประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณแม่แล้ว คุณหมอก็จะนับอายุครรภ์ด้วยการคำนวณวันกำหนดคลอด คือ เอาวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย บวก 7 วัน ลบด้วย 3 เดือน ก็จะเป็นวันกำหนดคลอด ซึ่งคุณหมอจะมีการนับอายุครรภ์ให้คุณแม่ท้องได้ใน 2 ลักษณะ คือ

  1. วิธีนับอายุครรภ์จากประจำเดือนจะมากกว่าอายุของตัวอ่อนในครรภ์จริงๆ (Ovulatory Age)ประมาณ 2 สัปดาห์ สำหรับคุณแม่ท้องที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอทุก 28 วัน
  2. วิธีนับอายุครรภ์จากประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอ คือมีรอบเดือนนานกว่า 28 วันหรือในกรณีที่คุณแม่ท้องจำประจำเดือนครั้งสุดท้ายของตัวเองไม่ได้ คุณหมอก็จะนับอายุครรภ์ให้ด้วยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง(อัลตราซาวด์) เพื่อวัดขนาดของถุงการตั้งครรภ์ (Gestational Sac) หรือความยาวทารก (Crown Rump Length) แล้วคำนวนเป็นอายุครรภ์

ซึ่งสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ทั้งกับคุณหมอ และก็ตัวของคุณแม่ท้องเอง นั่นก็คือ การจดทุกรายละเอียดของการมีรอบเดือนในแต่ละครั้ง คือเริ่มมีวันไหนของเดือน มีรอบเดือนแต่ละครั้งกี่วัน และรอบเดือนมาวันสุดท้ายคือวันไหน เพราะข้อมูลที่ได้เหล่านี้จำเป็นต่อการที่คุณหมอจะใช้ในการนับอายุครรภ์ ที่สำคัญควรให้ข้อมูลกับคุณหมอด้วยว่าคุณและสามีมีโรคทางกรรมพันธุ์อะไรบ้าง หรือตัวแม่เองยังไม่ได้รับวัคซีนอะไรบ้างก่อนตั้งครรภ์ เพื่อคุณหมอจะได้ให้คำแนะนำ และดูแลสุขภาพครรภ์อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

การดูแลสุขภาพครรภ์ของคุณแม่หลังจากการนับอายุครรภ์

เมื่อได้ทราบอายุครรภ์จากคุณหมอแล้ว คุณแม่ท้องจะได้รับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพครรภ์เพื่อให้เป็นการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพตลอดทั้ง 40 สัปดาห์ ซึ่งอย่างแรกที่คุณแม่ต้องทำคือ การรับประทานยาบำรุงครรภ์ที่คุณหมอจัดให้ทุกวัน ห้ามละเลยเด็ดขาด สำหรับยาบำรุงครรภ์ส่วนใหญ่ก็จะมี แคลเซียม ธาตุเหล็ก โฟเลต ดีเอชเอ เป็นต้น รวมทั้งการดูแลในเรื่องของโภชนาการที่ต้องรับประทานให้ครบ 5 หมู่ และเพียงพอ เพราะอย่าลืมว่าคุณแม่ไม่ได้รับประทานเพื่อให้ตัวเองอิ่มเพียงคนเดียว แต่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เผื่อไปให้ทารกในครรภ์ด้วย เพื่อการพัฒนาร่างกาย ระบบอวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมองของทารกด้วย

 

บทความแนะนำ : 7 ความมหัศจรรย์ยของ …คุณแม่ตั้งครรภ์
เคล็ดลับ คลอดง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ

credit : enfababy

บทความที่เกี่ยวข้อง