พ่อแม่ที่ดี
 ทุกวันนี้!! คุณเป็นพ่อแม่ที่ดีแล้วหรือยัง

การเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้น… เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันให้ดี เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่บางครั้งเราอาจจะมองข้าม แต่หารู้ไม่ว่า นี่คือสิ่งที่จะกลายเป็นผลกระทบกับลูกน้อยอย่างมาก งั้นมาลองดูกันว่าทุกวันนี้คุณเป็นพ่อแม่แล้วหรือยัง ??

1.ฝึกสังเกต เรียนรู้ และเข้าใจลูกตามความเป็นจริง ไม่คาดหวัง

พ่อแม่ต้องรู้ความสามารถลูก ตรงไหนขาดต้องช่วย ตรงไหนเก่งต้องเสริม อย่าไปใช้ทัศนคติของเราเป็นตัวตัดสิน ปัญหาใหญ่ของพ่อแม่คืออคติลูกของตัวเอง ต้องยอมรับความเป็นธรรมชาติของลูก เด็กบางคนมีความเก่งอย่างหนึ่งแต่พ่อแม่ไม่ยอมรับ ยกตัวอย่างการเป็นสถาปนิกที่เก่ง ไม่ได้ใช้แค่วิชาที่เรียนแต่ใช้วิชาความเป็นมนุษย์ รู้จักอารมณ์ของมนุษย์ ธรรมชาติของสี แสง และรูปทรง เรื่องพื้นฐานพวกนี้ต้องสอนตั้งแต่เด็กเรียกว่ามิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นฐานคณิตศาสตร์ แต่เราสอนคณิตศาสตร์แบบที่เด็กไม่ชอบ สอนให้ท่องทั้ง ๆ ที่เป็นวิชาในชีวิตประจำวัน แต่ถูกแปลงจากรูปธรรมเป็นสัญลักษณ์ เราไปเน้นสัญลักษณ์ท่องสูตรทำให้เด็กไม่เข้าใจ ถ้าเราสอนเป็นทำให้เด็กคุ้นเคยกับรูปทรง สี พื้นผิว เมื่อเด็กเรียนรู้มาถึงจุดหนึ่งจะแปลงเป็นสัญลักษณ์ได้เอง พ่อแม่บางคนสอนเด็กด้านศิลปะ ดนตรี พอมาเรียนในโรงเรียนเขาจะเก่งกว่าเด็กคนอื่น

2. เตรียมตัวเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างใส่ใจ

ใส่ใจ คือ เอาใจไปใส่อย่างเต็มความสามารถ (แบบไม่คาดหวัง ไม่เร่งรัด) ไม่เลี้ยงลูกแบบตามมีตามเกิด ผู้ใหญ่มีโอกาสมากที่จะใส่สิ่งไม่ดีให้ลูก เพราะความรู้สึกของเรา เรารักลูกก็ไม่อยากให้ลูกทำงาน เพราะพ่อแม่เคยเหนื่อยมาก่อนเป็นความคิดของคนไทยสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อนพ่อแม่ฐานะไม่ดีก็ให้ลูกทำงานตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้ใช้ร่างกาย และสมองแก้ปัญหาชีวิต ดูแลตัวเองแต่เด็ก สมัยนี้ถูกเลี้ยงแบบเทวดา ไม่ใช่ลูกคนรวยอย่างคนฐานะไม่ดีก็เลี้ยงแบบนั้น ไม่ให้ทำอะไรเลย เรียนหนังสืออย่างเดียว ต่างจากสมัยก่อนพ่อแม่ทำนา ลูกต้องช่วยทำนา พ่อแม่อาจไม่รู้หรอกว่าการให้ลูกช่วยทำนาเป็นสิ่งที่ดี พ่อแม่ทำเพราะความจำเป็น แต่ยุคนี้แม้จะจำเป็น ก็ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา อยากให้ออกจากบ้านไปเรียนหนังสือเติบใหญ่จะได้เป็นข้าราชการ ทุกคนตั้งความหวังกับการเรียนในโรงเรียนก็คือ เรียนหนังสือสิแล้วลูกคุณจะฉลาด ซึ่งไม่จริงเลย

3. ไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง

แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น เพราะฉะนั้นการเรียนหนังสือแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึงไม่ได้ทำให้เด็กไอคิวสูงอย่างที่เราคิด เพราะขาดการฝึกฝนทักษะในการดำเนินชีวิต โตขึ้นจะลำบาก เท่ากับพ่อแม่ได้ทำบาปกับลูกอย่างไม่ตั้งใจ

4. เด็กทุกคนเรียนรู้โดยใช้อวัยวะรับสัมผัสทั้ง 6 พร้อม ๆ กันตั้งแต่เกิด

พ่อแม่ต้องกระตุ้นการเรียนรู้ให้เด็ก ด้วยการให้ฝึกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อให้ใช้อวัยวะสัมผัสให้ครบ คือ ตา หู จมูก ช่องปาก ผิวหนัง และความรู้สึกทางใจภายใน เล็ก ๆ เรียนผ่านอาหาร ผลไม้ ผัก จะดีมากเพราะได้ครบทุกสัมผัส

5. พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบให้ลูกตลอดเวลา

การเลี้ยงลูกจึงต้องมีสติให้มาก อย่าประมาท อย่าเลินเล่อ คิดว่าไม่เป็นไร ลูกยังเล็ก เดี๋ยวโตก็ดีเอง ไม่ใช่เช่นนั้นเด็กจะได้แบบอย่างจากคุณในทุกเรื่อง ถ้าพูดไม่เพราะกับลูกตั้งแต่เล็ก โตขึ้นลูกก็ไม่รู้จักคำพูดไพเราะ ถ้าคุณชอบโกหกกับลูกโตขึ้นลูกก็ไม่รู้ว่าอะไรคือเท็จ อะไรคือจริง กลายเป็นเด็กปลิ้นปล้อน พูดเพ้อเจ้อ ฯ แต่ถ้าคุณเป็นต้นแบบของมนุษย์ที่มีจิตใจดีงาม รักษาศีล เอื้อเฟื้อ มีวินัย ให้อภัย ฯลฯ ลูกก็จะได้แบบคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

6. ฝึกลูกด้วยการให้ทำซ้ำ ๆ เรียนรู้ซ้ำ ๆ

เช่น อ่านหนังสือนิทานกับลูกแต่เกิด มีหนังสือที่คุณเลือกให้ลูก เป็นหนังสือที่ภาษาไพเราะ มีจังหวะ เรื่องที่อ่านก็ง่าย ประทับใจ แล้วอ่านหนังสือกับลูกไปจนโต ไม่ดูทีวี ภาพยนตร์ หรือเล่นเกม โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต เพื่อให้ลูกเรียนรู้สิ่งดี ๆ จากพ่อแม่ที่มีชีวิต ไม่ใช่เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์

7.ให้เวลากับลูกอย่างเต็มที่

เมื่อพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา มักเลี้ยงลูกด้วยการซื้อของเล่นให้ โตขึ้นก็กลายเป็นเด็กชอบขอ อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่ ไม่เคยจะคิดพึ่งตัวเอง จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลอารมณ์ตัวเอง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น เด็กตีกัน ติดยา เพราะเด็กไม่เข้าใจตัวเอง และกำลังแสวงหา ถ้าพ่อแม่ไม่ใช่ต้นแบบที่ดี เด็ก ๆ ก็ไปเอาแบบอย่างดารา นักร้อง แล้วคนกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบอะไร ถ้าเด็กอยากเป็นดารากันหมด แล้วใครจะปลูกข้าว ทำเสื้อผ้าให้เราใส่ อันนี้เป็นคุณค่าในสังคมที่เกี่ยวโยงกันหมด ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องการดูแลเด็ก เราก็มีส่วนทำให้สังคมแย่ลง

8.เลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่เล็ก (ตามวัย)

ปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย ครอบครัวตะวันตก เลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหา ถ้ามีปัญหาพ่อแม่ก็ช่วย พอพ่อแม่แก่เฒ่าลูกก็มาดูแล แต่คนชราฝรั่งจะไม่ชอบอยู่กับลูกเพราะชอบอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ไปส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมาก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเครียด เพราะอยู่ในระเบียบ แต่ด้านหนึ่งก็ดี ส่วนสังคมไทยเป็นสังคมสบาย ๆ ทรัพยากรเยอะ เมื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองต้องการระเบียบวินัยมาก ถ้าอย่างนั้นคนที่ด้อยโอกาสจะถูกเอาเปรียบ เราสนใจเรื่องการพัฒนาตึก ถนน แต่ไม่วางฐานเรื่องการดำเนินชีวิต วินัยของครอบครัว ความเอื้อเฟื้อแบบคนไทย

 

บทความแนะนำ :

กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อย ด้วยวิธีนี้ได้ผลจริงหรือ??
ฟังแล้วต้องซึ้งน้ำตาไหล กับ 10 ถ้อยคำที่คนเป็นแม่ไม่เคยบอก
วิธีเลี้ยงลูก แบบนี้สิ!! คุณจะเป็นพ่อแม่ที่ไม่ตกยุคแน่นอน…
ลูกน้อยโตเป็นสาวแล้ว ! เช็คสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกสาวคุณเริ่มโตแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร บันทึกของคุณแม่ และ kapook.com







บทความที่เกี่ยวข้อง