03

1.เอาแต่โอ๋ลูกทุกครั้งที่ร้องไห้

การร้องไห้ในเด็กมีหลายสัญญาณที่บ่งบอกความหมายของพวกเขาผ่านการสื่อสารด้วยการร้องไห้ บางครั้งเป็นการร้องเพราะความเจ็บปวด ไม่สบายตัวหรือรู้สึกเบื่อหน่าย ด้วยพัฒนาการเด็กที่ยังไม่สามารถโต้ตอบผ่านคำพูดได้ดีพอ การร้องไห้จึงเป็นสิ่งเดียวที่เด็กเรียนรู้ว่าพวกเขาจะได้รับการตอบสนองอย่างไร การร้องไห้ในเด็กส่วนมากมักจะเป็นการบอกว่าพวกเขาต้องการอะไรบางสิ่ง เมื่อใดก็ตามที่พ่อแม่เห็นลูกน้อยร้องไห้ ย่อมรู้สึกไม่สบายใจ การเข้าไปปลอบโยนเป็นครั้งคราวถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิด

แต่เด็กจะจดจำเอาไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้พวกเขาจะได้ในสิ่งที่พึงพอใจ ดังนั้นหากพวกเขาอยากให้แม่เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา หรือไม่อยากอยู่คนเดียว ก็จะใช้วิธีร้องไห้โวยวาย ยิ่งโดยเฉพาะกลางดึกเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาและไม่พบใคร การใช้วิธีนี้อาจจะทำให้คุณพ่อและแม่เสียสุขภาพในการนอนหลับพักผ่อน แถมยังเป็นการช่วยเหลือลูกน้อยแบบผิดๆ หากต้องลุกขึ้นมาปลอบโยนอยู่บ่อยครั้ง ทางที่ดีปล่อยให้พวกเขาร้องไห้ด้วยตัวเองบ้าง ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ เมื่อนานวันเข้าเด็กจะเรียนรู้ว่าการทำแบบนี้ไม่ได้ผลอีกและเลิกทำพฤติกรรมนั้นไปได้เองค่ะ

อย่างไรก็ตามคุณพ่อและแม่อย่าลืมสังเกตว่การร้องไห้ของลูกน้อยบางครั้งไม่ได้มาจากกความต้องการได้รับการเอาใจเพียงอย่างเดียว เพราะในบางครั้งอาจจะเกิดปัญหาโคลิคหรือคามผิดปกติอื่นๆ ได้เช่นกัน

2.เรื่องไข้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

การเป็นไข้ในเด็กอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาเช่นเดียวกับความปวดไข้ของผู้ใหญ่ ซึ่งในเด็กเมื่อใดก็ตามที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ง่ายต่อการติดเชื้อก็อาจจะทำให้สามารถเจ็บป่วยขึ้นมาได้ง่าย พ่อแม่อาจจะคิดว่าอาการไข้เป็นเรื่องแสนธรรมดาและปล่อยปละละเลยอาการบางอย่างไป โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิด พ่อแม่ไม่ควรตัดสินใจให้ยาพวกเขาด้วยตัวเอง เนื่องจากสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมต่อการรับสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันที่ยังเจริญได้ไม่เต็มที่ อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายตามมาได้ง่าย ทางที่ดีเมื่อใดก็ตามที่ลูกน้อยรู้สึกตัวร้อนไม่สบายตัว คุณพ่อและแม่จะต้องมีปรอทคอยวัดไข้และจดบันทึกอาการ จากนั้นจึงค่อยพาลูกเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์โดยตรง ซึ่งให้ความปลอดภัยกว่าการคาดเดาและรักษาด้วยตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ

3.มีลูกแล้ว…ชีวิตคู่พัง

ก่อนหน้าที่จะมีเจ้าตัวน้อยขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว ความรักระหว่างคนสองคนก็ดูจะหวานแหววและมีความสุขจนวาดฝันถึงอนาคตอันสวยหรูอย่างที่ต้องการ แต่หลังจากการแต่งงานและมีลูกขึ้นมาจริงๆ กลับพบว่าชีวิตที่เคยสุขสบายกลับต้องเหน็ดเหนื่อย เวลาส่วนตัวหายไปทั้งสิ้นพร้อมกับความตึงเครียดในบ้านที่พ่อแม่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ส่งผลให้ความรักค่อยๆ จืดจาง มีเพียงการทำหน้าที่ของตนเองไปวันๆ พร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย และไม่ใส่ใจความรู้สึกของกันอีก สิ่งเหล่านี้จะทำให้การเลี้ยงลูกกลายเป็นเรื่องที่ต้องจำใจทำ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กในอนาคต เนื่องจากพ่อแม่แทบไม่ได้ให้เวลาร่วมทำกิจกรรมในครอบครัวที่อบอุ่น ดังนั้นการวางแผนชีวิตก่อนแต่งงานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อสร้างสมดุลของชีวิตคู่และความมั่นคงของชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบในอนาคตต่อไป

4.กังวลไปหมดแม้เรื่องเล็กน้อย

การเป็นพ่อแม่มือใหม่ เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าพวกเขาจะต้องตื่นเต้นไปกับพัฒนาการเด็กของเจ้าตัวน้อยที่ค่อยๆ เติบโตมากขึ้นในทุกวัน แต่ในระหว่างทางที่ดำเนินไปก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นโดยที่คุณพ่อและแม่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก โดยเฉพาะในบางครั้งที่ลูกน้อยไม่สามารถเรียนรู้ได้เทียบเท่ากับเด็กในวัยเดียวกันก็มักทำให้พ่อแม่กังวลใจ และพวกเขาก็อาจจะกังวลใจไปกับทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ลูกกินน้อยเกินไปหรือไม่ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์หรือไม่ พัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป หรือแม้กระทั่งการร้องไห้ที่บ่อยครั้ง ทำให้พ่อแม่กังวลและสร้างความเครียดให้ตัวเองทั้งที่ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลจริงๆ ทางที่ดีควรค่อยๆ สังเกตอาการของลูกน้อยที่เกิดขึ้น อย่ายึดติดกับมาตรฐานของเด็กทั่วไป เพราะธรรมชาติของการเจริญเติบโตของทารกในแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัยรอบข้างนั่นเองค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง