baby

เจ้าตัวเล็กที่บ้านมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ยอมทำตามที่บอกบ้างหรือเปล่าคะ ถ้าใช่…ลองสังเกตดูนะคะ ว่าคุณพ่อคุณแม่มักพูดซ้ำๆ บอกให้ลูกทำโน่นทำนี่อย่างเดียวหรือเปล่า พอลูกไม่ยอมทำก็บ่น จนเกิดเป็นอารมณ์โมโหและดุลูก หากเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกที่ลูกจะต่อต้านค่ะ

ปกติแล้วเด็กวัย 3-6 ปี เป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้ภาษา เริ่มพูดเป็นคำหรือพูดประโยคสั้นๆ บางครั้งเริ่มมีการตั้งคำถามกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งมักจะได้ยินประโยคคำถามจากลูกว่า “ทำไม” หรือ “อะไร” เป็นประจำ นอกจากนี้ลูกจะเริ่มเข้าใจประโยคคำสั่ง เวลาบอกให้ทำอะไร ก็จะเริ่มเข้าใจและปฏิบัติตามได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่เด็กๆทุกคนจะเชื่อฟังหรือทำตามทุกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ไม่ชอบให้ใครมาบงการ มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างเยอะ ทำตามใจตัวเองเป็นหลัก ห่วงเล่น ดังนั้น เวลาคุณแม่บอกให้ทำอะไร จึงมีการต่อรอง ไม่ยอมทำง่ายๆ คุณแม่จึงต้องพูดสั่งบ่อยๆ จากประโยคคำสั่งที่คอยบอกให้ลูกทำตามเพื่อเกิดพัฒนาการที่ดี กลับกลายเป็นการพูดสั่งซ้ำไป ซ้ำมา พูดแล้วพูดอีก พูดพร่ำเพรื่อ พอลูกไม่ทำตามก็จะเกิดเป็นอารมณ์โมโห กลายเป็นคุณแม่ขี้บ่น ดุลูกเสียงดัง ซึ่งแทนที่ลูกน้อยจะเชื่อฟังกลับเกิดอารมณ์ต่อต้าน และกลายเป็นการขัดขวางพัฒนานาการที่ดีของลูกในที่สุดค่ะ

ทำไมลูกต่อต้านการพูดซ้ำๆ

คุณแม่บางคนใช้คำสั่งด้วยการพูดไปเรื่อย โดยที่ไม่สังเกตว่าลูกสนใจในเรื่องหรือเหตุการณ์ตรงนั้นอยู่หรือเปล่า พอหันไปเห็นว่าลูกยังไม่ทำตามที่บอก ก็เกิดอารมณ์เสีย เสียงดังใส่ลูก ดุลูก ซึ่งการพูดซ้ำเรื่อยๆทำให้เด็กเกิดการเบื่อหน่ายและจับประเด็นไม่ถูก หรืออาจจะมีปัญหาความสัมพันธ์ และนำไปสู่การมีปัญหาทางอารมณ์กับลูก ถ้าพูดบ่อยแล้วไม่ทำตามที่คุณแม่พูดก็ดีหรือดุ ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้ลูกเกิดพฤติกรรมต่อต้าน เช่น ไม่ยอมทำ อาละวาด ร้องไห้ โวยวาย หรือขว้างข้าวของ กลายเป็นเด็กขี้หงุดหงิด และอารมณ์รุนแรงได้ค่ะ

พูดอย่างไร ไม่ซ้ำและพร่ำเพรื่อ

วัยนี้ไม่ชอบให้ใครมาสั่งหรือพูดซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ ดังนั้นคุณแม่จึงควรมีวิธีการพูดเพื่อให้ลูกเป็นเด็กน่ารักเชื่อฟังและทำตามที่คุณแม่บอก โดยมีเทคนิคง่ายๆ คือ

1. พูดประโยคสั้นๆ แต่ชัดเจน เน้นประเด็นสำคัญเข้าใจง่าย ที่สำคัญควรพูดเป็นรูปธรรม พูดให้ชัดเจนว่าหนูควรทำอะไร แล้วมีผลอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีค่ะ

2. ใช้เทคนิคการพูดแบบให้เลือก ถ้าอยากให้ลูกทำอะไรก็ให้เขาเลือก แต่สิ่งที่จะให้ลูกเลือกก็ควรอยู่ในบริบทที่จัดไว้ให้แล้ว เช่น หนูจะแปรงฟันก่อนหรืออาบน้ำก่อนดี เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกอะไรก่อนก็เป็นสิ่งที่คุณแม่วางแผนไว้แล้วว่าลูกจะต้องทำทั้งสองอย่าง แต่ลูกสามารถมีโอกาสที่จะเลือก ได้แสดงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเด็กๆจะชอบวิธีแบบนี้มากกว่าค่ะ

 3. พูดควบคู่ไปกับการกระทำ ถ้าคุณแม่ต้องการให้ลูกเข้านอนจากที่เคยพูดสั่งว่าเข้านอนได้แล้ว ให้เปลี่ยนเป็นการตกลงกันว่าลูกจะเข้านอนกี่โมง แล้วชวนลูกทำเป็นตารางเวลา เป็นกิจวัตรประจำวัน ให้เขามีส่วนร่วมในการรับรู้ แล้วให้ตกลงกันว่าต้องทำแบบนี้ ถ้าลูกทำได้ก็ชมเขา หรือมีรางวัลให้เขาด้วยค่ะ ที่สำคัญต้องเน้นความสม่ำเสมอ หรือมีบทลงโทษอะไรที่จะเกิดขึ้นกับเขา เช่น ของที่เขาเคยได้ หรือเคยตกลงกันไว้ว่าจะซื้อให้ลูกก็จะไม่ได้แล้วนะ ซึ่งจะทำให้เขาเชื่อฟังและรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอีกด้วย

4. การใช้น้ำเสียง ขึ้นอยู่เหตุการณ์ด้วย เช่น บอกให้ลูกมาอาบน้ำ แล้วอยากให้เขาสนุกกับการอาบน้ำ การใช้น้ำเสียงควรจะสนุก ตื่นเต้น หาของเล่นมาเล่นกับลูก เพื่อให้เขามีความสุขกับการอาบน้ำมากขึ้น แต่ถ้าเขาไม่ทำตาม เริ่มงอแง ให้ใช้น้ำเสียงนิ่ง และค่อยๆเข้มขึ้นและจริงจังมากขึ้น แสดงสีหน้าจริงจัง แต่ไม่ใช่ตวาดหรือดุจนเขากลัว เพราะจะทำให้ลูกน้อยเข็ดขยาดกับการอาบน้ำได้ค่ะ

ลองนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับลูกดูนะคะ จะได้ไม่เป็นคุณพ่อคุณแม่ขี้บ่น เพราะการพูดเป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลกับพัฒนาการต่างๆ ลูกน้อยจะเป็นเด็กอารมณ์ดีหรือจะขี้หงุดหงิดก็เกิดจากการพูดของคุณพ่อคุณแม่นี่แหละค่ะ

 

บทความแนะนำ :

พ่อแม่ต้องรู้!! ทำไมลูกชอบเถียง!!
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูก “ขาดความรัก”
เลี้ยงลูกตามคู่มือ กับ เลี้ยงด้วยสัญชาตญาณ แบบไหนดีกว่ากัน?
พ่อแม่ควรรู้!! ข้อผิดพลาดจากการเลี้ยงลูกแบบ “ตามใจ”

ขอบคุณข้อมูลจาก : rakluke.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

Spread the love