vbnm,

อาการนอนกรนในเด็กเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ และหากลูกนอนกรนมากอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามอาการนอนกรนของลูกค่ะ เพราะจะส่งผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูก ในการรักษาอาการนอนกรน แบบเบื้องต้นมาฝากกัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และควรไปพบแพทย์

  1. นอนกรนอ้าปาก หายใจเสียงดัง เป็นประจำ
  2. นอนกระสับกระส่าย ดิ้น หลับไม่สนิท สลับกับหายใจดังเฮือก ๆ หรือต้องลุกนั่งเพราะหายใจไม่ออก
  3. หยุดหายใจเป็นพัก ๆ 5-10 วินาที แล้วตื่นหรือพลิกตัวเปลี่ยนท่า
  4. คัดจมูกเป็นประจำต้องอ้าปากหายใจบ่อย ๆ
  5. ปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ
  6. พฤติกรรมซุกซนก้าวร้าว ผลการเรียนแย่ลง
  7. เติบโตช้ากว่าวัย

สาเหตุของอาการนอนกรนในเด็ก

  1. มีต่อมทอนซิลโต และหรือต่อมอะดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองอยู่ด้านหลังของโพรงจมูกโต เป็นสาเหตุที่พบบ่อย และสำคัญที่สุดในเด็ก หากมีการอักเสบ เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหลเรื้อรัง ชอบสูดน้ำมูกลงคอบ่อย ๆ หรือมีเสมหะ ครืดคราดในคอ เจ็บคอบ่อย อาจมีพูดไม่ชัด เสียงอู้อี้ได้
  2. ภาวะจมูกบวมอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ
  3. ภาวะอ้วน เด็กจะมีผนังคอหนาขึ้น ทำให้ช่องคอแคบ
  4. โครงหน้าผิดปกติ เช่น หน้าแคบ คางสั้นหรือเล็ก
  5. โรคทางพันธุกรรม หรือโรคทางสมองและกล้ามเนื้อที่มีผลต่อการหายใจ

การรักษาอาการนอนกรน

การดูแลปฏิบัติเบื้องต้น ได้แก่ การปรับสุขอนามัยการนอน เช่น นอนพักผ่อนให้พอเพียง การเข้านอนและตื่นนอนอย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ ในรายที่อ้วนต้องลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย

การรักษาด้วยยา เช่น การให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือยารักษาอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ยาละลายเสมหะ น้ำเกลือล้างจมูก หรือยาปฏิชีวนะหากมีภาวะติดเชื้อ

การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก เมื่อมีข้อบ่งชี้

การรักษาอื่น ๆ เช่น การรักษาโรครั่ว การใช้เครื่อง CPAP ตลอดจนการจัดฟัน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกกรณีรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ซึ่งต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

 

Photo credit: mamymedia.com

บทความที่เกี่ยวข้อง