08

1.ฝึกสังเกต เรียนรู้ และเข้าใจลูกตามความเป็นจริง ไม่คาดหวัง พ่อแม่ต้องรู้ความสามารถลูก ตรงไหนขาดต้องช่วยตรงไหนเก่งต้องเสริม อย่าไปใช้ทัศนคติของเราเป็นตัวตัดสินปัญหาใหญ่ของพ่อแม่คือ อคติของตัวเอง ต้องยอมรับความเป็นธรรมชาติของลูกเด็กบางคนมีความเก่งอย่างหนึ่ง แต่พ่อแม่ไม่ยอมรับยกตัวอย่างการเป็นสถาปนิกที่เก่ง ไม่ได้ใช้แค่วิชาที่เรียนแต่ใช้วิชาความเป็นมนุษย์ รู้จักอารมณ์ของมนุษย์ ธรรมชาติของสี แสงและรูปทรง เรื่องพื้นฐานพวกนี้ต้องสอนตั้งแต่เด็กเรียกว่ามิติสัมพันธ์ซึ่งเป็นฐานคณิตศาสตร์ แต่เราสอนคณิตศาสตร์แบบที่เด็กไม่ชอบ สอนให้ท่องทั้งๆ ที่เป็นวิชาในชีวิตประจำวัน

2.เตรียมตัวเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างใส่ใจ ใส่ใจ คือ เอาใจไปใส่อย่างเต็มความสามารถ (แบบไม่คาดหวัง ไม่เร่งรัด) ไม่เลี้ยงลูกแบบตามมีตามเกิด ผู้ใหญ่มีโอกาสมากที่จะใส่สิ่งไม่ดีให้ลูก เพราะความรู้สึกของเรา เรารักลูกก็ไม่อยากให้ลูกทำงาน เพราะพ่อแม่เคยเหนื่อยมาก่อนเป็นความคิดของคนไทยสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อนพ่อแม่ฐานะไม่ดีก็ให้ลูกทำงานตั้งแต่เด็กนั่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาชีวิต ดูแลตัวเองแต่เด็กสมัยนี้ถูกเลี้ยงแบบเทวดา ไม่ใช่ลูกคนรวยอย่างเดียวนะ คนฐานะไม่ดีก็เลี้ยงแบบนั้น ไม่ให้ทำอะไรเลย เรียนหนังสืออย่างเดียว

3.ไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นเพราะฉะนั้น การเรียนหนังสือแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ได้ทำให้เด็กไอคิวสูงอย่างเราคิด เพราะขาดการฝึกฝนทักษะในการดำเนินชีวิต โตขึ้นจะลำบาก เท่ากับพ่อแม่ได้ทำบาปกับลูกอย่างไม่ตั้งใจ

4.เด็กทุกคนเรียนรู้โดยใช้อวัยวะรับสัมผัสทั้ง 6 พร้อม ๆ กัน ตั้งแต่เกิด พ่อแม่ต้องกระตุ้นการเรียนรู้ให้เด็ก ด้วยการให้ฝึกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อให้ใช้อวัยวะสัมผัสให้ครบ คือ ตา หู จมูก ช่องปาก ผิวหนัง และ ความรู้สึกทางใจภายใน เล็กๆ เรียนผ่านอาหาร ผลไม้ ผัก จะดีมาก เพราะได้ครบทุกสัมผัส

5.พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบให้ลูกตลอดเวลา การเลี้ยงลูกจึงต้องมีสติให้มาก อย่าประมาท อย่าเลินเล่อ คิดว่าไม่เป็นไร ลูกยังเล็ก เดี๋ยวโตก็ดีเอง ไม่ใช่เช่นนั้น เด็กได้แบบอย่างจากคุณในทุกเรื่อง ถ้าพูดไม่เพราะกับลูกตั้งแต่เล็ก โตขึ้นลูกก็ไม่รู้จักคำพูดไพเราะ ถ้าคุณชอบโกหกกับลูก โตขึ้นลูกก็ไม่รู้ว่า อะไรคือเท็จ อะไรคือจริง กลายเป็นเด็กปลิ้นปล้อน พูดเพ้อเจ้อ ฯ แต่ถ้าคุณเป็นต้นแบบของมนุษย์ที่มีจิตใจดีงาม รักษาศีล เอื้อเฟื้อ มีวินัย ให้อภัย ฯลฯ ลูกก็จะได้แบบคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

6.ฝึกลูกด้วยการให้ทำซ้ำ ๆ เรียนรู้ซ้ำ ๆ เช่น อ่านหนังสือนิทานกับลูกแต่เกิด มีหนังสือที่คุณเลือกให้ลูก เป็นหนังสือที่ภาษาไพเราะ มีจังหวะ เรื่องที่อ่านก็ง่าย ประทับใจ แล้วอ่านหนังสือกับลูกไปจนโต ไม่ดูทีวี ภาพยนตร์ หรือ เล่นเกม โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต เพื่อให้ลูกเรียนรู้สิ่งดี ๆ จากพ่อแม่ที่มีชีวิต ไม่ใช่เครื่องมืออิเล็คโทรนิค

7.ให้เวลากับลูกอย่างเต็มที่ เมื่อพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา มักเลี้ยงลูกด้วยการซื้อของเล่นให้ โตขึ้น ก็กลายเป็นเด็กชอบขอ อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่ ไม่เคยจะคิดพึ่งตัวเอง จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลอารมณ์ตัวเอง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น เด็กตีกัน ติดยาเพราะเด็กไม่เข้าใจตัวเอง และกำลังแสวงหา ถ้าพ่อแม่ไม่ใช่ต้นแบบที่ดี เด็กๆก็ไปเอาแบบอย่างดารานักร้อง แล้วคนกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบอะไรถ้าเด็กอยากเป็นดารากันหมด แล้วใครจะปลูกข้าว ทำเสื้อผ้าให้เราใส่อันนี้เป็นคุณค่าในสังคมที่เกี่ยวโยงกันหมดถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องการดูแลเล็ก เราก็มีส่วนทำให้สังคมแย่ลง

8.เลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่เล็ก (ตามวัย) ปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย ครอบครัวตะวันตกเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหาถ้ามีปัญหา พ่อแม่ก็ช่วย พอพ่อแม่แก่เฒ่า ลูกก็มาดูแลแต่คนชราฝรั่งจะไม่ชอบอยู่กับลูก เพราะชอบอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ไปส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมากนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเครียด เพราะอยู่ในระเบียบแต่ด้านหนึ่งก็ดี ส่วนสังคมไทยเป็นสังคมสบายๆ

 

บทความแนะนำ :

กิจกรรมสนุกๆที่พ่อแม่ควรเล่นกับลูกภายในบ้าน
พ่อแม่มือใหม่! อย่าทำแบบนี้!
พ่อแม่ควรรู้ รูปภาพของเจ้าตัวเล็กแบบไหนที่ไม่ควรโพสต์!
10 ประโยคที่ลูกอยากฟังจากพ่อแม่มากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารบันทึกคุณแม่

บทความที่เกี่ยวข้อง