ya

1. ยาเม็ดคุมกำเนิด
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ใช้กันมาก มีความปลอดภัย ภาวะแทรกซ้อนต่ำ หาซื้อง่าย แต่มีข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกอยู่นะคะ ควรเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดแบบโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว เช่นยี่ห้อ Exluton, Cerazette เพราะไม่ทำให้น้ำนมแม่ลดลง ไม่มีฤทธิ์กดการหลั่งน้ำนม ไม่ทำให้คุณภาพน้ำนมเปลี่ยนแปลง

2. ยาฉีดคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิดมีฤทธิ์กดการตกไข่ โอกาสตั้งครรภ์มีน้อยมากถ้าฉีดตรงเวลา ถือว่ามีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่ เนื่องจากไม่มีผลต่อคุณภาพและปริมาณของน้ำนม ยาฉีดคุมกำเนิดจะเริ่มฉีดใน 4 สัปดาห์หลังคลอด ในการฉีดแต่ละครั้งสามารถคุมกำเนิดได้นาน 12 สัปดาห์ เมื่อถึงเวลานัดจึงควรมาฉีดให้ตรงเวลา
ข้อพึงระวัง
อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ มีประมาณ 50% ที่ไม่มีประจำเดือนมาเลย อีก 25% มีประจำเดือนมากะปริดกะปรอย บางทีอาจมีเลือดออกทั้งเดือน ถ้าเลือดออกไม่มากนัก พอยอมรับได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเลือดออกมาก ออกนานจนมีผลต่อสุขภาพ ก็ควรเปลี่ยนไปคุมวิธีอื่นจะดีกว่า คนที่ฉีดยาคุมแล้วไม่มีประจำเดือนมา ต่อมาหยุดฉีดยาประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ สามารถตั้งครรภ์ได้ ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 4-6 เดือนหลังหยุดฉีดไปแล้ว

3. ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง
หลอดยาชนิดฝังจะมีขนาดเล็กประมาณเท่าก้านไม้ขีด ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ตัวยาที่บรรจุข้างในเป็นยาชนิดเดียวกับยาคุมกำเนิดแบบฉีด โดยจะฝังไว้ใต้ท้องแขนท่อนบน ตัวยาจะค่อย ๆ ปล่อยออกมา มีฤทธิ์กดการตกไข่ มีผลคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวน พอครบกำหนดแล้วก็ต้องผ่าเอาออกหรือเปลี่ยนใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมเนื่องจากมีการพัฒนายาจากอดีตจำนวนแท่งยามี 6 แท่ง สามารถคุมกำเนิดได้ 5 ปี แต่ปัจจุบันเพียง 1 แท่งสามารถคุมได้ถึง 3 ปี
  ข้อพึงระวัง
เนื่องจากเป็นยาคุมแบบเดียวกับยาฉีด คือทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมาแบบกะปริดกะปรอยได้ และเนื่องจากเป็นการคุมที่มีระยะเวลายาวกว่าการฉีด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวิธี โดยการผ่าออกหากคุณแม่มีเลือดออกมาก

4. ห่วงคุมกำเนิด
ห่วงคุมกำเนิดเป็นพลาสติกซิลิโคน แกนกลางจะมีขดลวดทองแดงพันอยู่ โดยจะสอดเข้าไปไว้ในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอด เพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน การใส่ห่วงแต่ละครั้งจะคุมได้นานประมาณ 5 ปี โอกาสตั้งครรภ์ก็พอ ๆ กับยาคุมกำเนิดแบบฉีด สิ่งสำคัญคือ การไปพบคุณหมอทุกปีเพื่อตรวจเช็กห่วงพร้อมกับการตรวจประจำปี
ข้อพึงระวัง
อาจมีประจำเดือนมากกว่าปกติ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบได้ หรือมีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าเดิมได้ อาการเหล่านี้มักเป็นในช่วง 3 เดือนแรก หลังจากนั้นอาการมักจะดีขึ้นแล้วหายไปเอง คุณแม่ที่เลือกวิธีนี้ต้องระวังการเลื่อนหลุดของห่วงอนามัยด้วย โดยให้คอยสังเกตช่วงมีประจำเดือน

5. การทำหมันถาวร
หากคิดว่ามีลูกพอแล้วแน่นอน อาจตัดสินใจทำหมันถาวร การทำหมันจะทำให้เป็นหมันอย่างถาวร หากเกิดเปลี่ยนใจก็ต้องผ่าตัดแก้หมัน โดยปกติแล้วสามารถทำหมันได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ทางการแพทย์จะยืนยันเสมอว่า การทำหมันไม่ได้มีผลต่อสุขภาพ และไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศแต่อย่างใด

 

บทความแนะนำ :

ท้องลาย หลังคลอดทำอย่างไรดี?
รู้มั้ย เกิดอะไรขึ้นบ้างกับคุณแม่หลังคลอด?
วิธีคุมกำเนิดหลังคลอด แบบไหนดีกว่ากัน
ต้องดูแลตัวเองหลังคลอดลูก 7 วันแรกอย่างไร?

ขอบคุณข้อมูลจาก :  Mother&Care

ภาพ : cikananga

บทความที่เกี่ยวข้อง