coch

การเป็นโค้ชได้รับความนิยมไปในหลากหลายวงการ รวมไปถึงการเป็น “โค้ชพ่อแม่” ซึ่งก็มีคำถามจากเพื่อนพ่อแม่หลายคนที่ถามว่าโค้ชพ่อแม่คืออะไร ควรจะไปอบรมไหม ช่วยได้จริงหรือ แตกต่างจากการไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์อย่างไร

คำว่าโค้ชพ่อแม่, โค้ชวัยรุ่น เกิดขึ้นรวดเร็วและจำนวนมากในบ้านเรา จำเป็นที่คนเป็นพ่อแม่ต้องเข้าใจและแสวงหาความรู้ก่อนว่ามันคืออะไร ดีอย่างไร และจะช่วยอะไรด้วย เพราะมีทั้งผู้ที่เป็นโค้ชพ่อแม่ที่เข้าใจกระบวนการเหล่านี้ และก็มีผู้ที่เป็นโค้ชพ่อแม่ที่เข้าใจคำว่าโค้ชในความหมายที่ต่างกันไปเลย

ถ้าเข้าใจเรื่องโค้ช และเข้าใจกระบวนการต่างๆ เป็นอย่างดี พ่อแม่ก็สามารถเป็นโค้ชได้ (Parent as coach) จะเกิดประโยชน์กับพ่อแม่อย่างมาก เพราะจะทำให้เราเข้าใจลูกได้มากขึ้น รวมไปถึงการลดช่องว่างต่าง ๆ ลงได้ เพียงแต่พ่อแม่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นโค้ชจริง ๆ มิใช่ยังติดบทบาทการเป็นพ่อแม่อย่างเดียว

ความแตกต่างระหว่างการใช้บทบาทพ่อแม่และบทบาทโค้ช

เนื่องเพราะความเป็นพ่อแม่ เรามักจะติดกับ กับคำว่า “ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนเธอ” ทำให้พ่อแม่มักจะใช้วิธีบอกว่าลูกควรทำอะไร อะไรดีไม่ดี ควรทำหรือต้องทำ และแน่นอนพ่อแม่ทุกคนรักลูก ปรารถนาดีกับลูก ก็เลยมักจะบอกลูกว่า ที่ทำอย่างนี้หรือให้ทำอย่างนี้ก็เพราะรัก จึงมักใช้วิธีด้วยแนวออกคำสั่ง และแน่นอนว่า สุดท้ายก็มักจะจบลงด้วยการทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน ลูกก็จะไม่เชื่อฟังพ่อแม่ จนนำไปสู่ปัญหาบานปลาย

แต่ถ้าพ่อแม่เปลี่ยนมาเป็นบทบาทโค้ช และเข้าใจกระบวนการเป็นอย่างดี จะช่วยให้เราเข้าใจลูกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างได้เป็นอย่างมาก

การเป็นโค้ชในความหมายนี้มิใช่การบอกว่าลูกควรทำอะไร แต่การโค้ชคือการสะท้อนวิธีคิดของลูก สะท้อนว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น ทำไมเขาจึงทำพฤติกรรมนั้นๆ และเมื่อเข้าใจแล้ว จะได้ร่วมกันหาแนวทางในการปรับปรุงให้ดีขึ้นร่วมกัน

ประเด็นสำคัญของบทบาทการเป็นโค้ชที่ดี ต้องมีการตั้งคำถามที่ดี เป็นคำถามปลายเปิด ประมาณว่า อะไรทำให้ลูกไม่สบายใจ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เธอตัดสินใจแบบนี้ ฯลฯ เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกบอกเล่าให้ฟัง โดยมีพ่อแม่ที่ทำหน้าที่โค้ช ต้องระวังไม่ชี้นำ แต่ต้องทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี มีทัศนคติต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ดี

ยกตัวอย่างเวลาลูกไม่เชื่อฟัง ถ้าเป็นพ่อแม่ก็จะโกรธ โมโห เพราะลูกไม่เชื่อฟัง อาจจะดุด่าต่อว่าอีกต่างหาก หรือตั้งคำถามประมาณว่า ทำไมลูกดื้ออย่างนี้ ไม่เชื่อฟังเลย

แต่ถ้าพ่อแม่ทำหน้าที่โค้ช ก็จะทำหน้าที่เปิดใจรับฟังและตั้งคำถามประมาณว่า อะไรทำให้ลูกตัดสินใจทำอย่างนี้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร และตั้งคำถามไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกได้พูดคุยและบอกถึงเหตุผลว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ มีอะไรที่ลูกไม่สบายใจ หรือลูกอยากทำอะไร ฯลฯ

การพูดคุยกับลูกจะต้องใจเย็น เพราะถ้าพ่อแม่โมโหแล้ว ลูกก็จะกลัว เบื่อหน่ายไม่อยากเล่า ลูกก็จะไม่ได้เรียนรู้ด้วย ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยากให้เรื่องจบเร็วๆ เลยใช้การดุหรือโมโหใส่ แต่จริงๆ แล้ว เด็กจะหยุดชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าทำให้เขาคิดอย่างมีเหตุผลได้ เขาก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

สิ่งที่แตกต่างกันมากระหว่างบทบาทพ่อแม่ กับบทบาทโค้ชที่ชัดเจนมากอีกเรื่องก็คือ เมื่อเกิดปัญหา พ่อแม่มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ตอบคำถามแทนลูก บอกลูกว่าควรทำอะไร เป็นเพราะอะไร และตัดสินใจแทนลูก ในขณะที่โค้ชจะทำหน้าที่ตั้งคำถามปลายเปิด เพื่อให้ลูกได้เห็นปัญหาและมีคำตอบด้วยตัวเอง

การอดทนในการสอนลูก ในลักษณะการใช้คำถาม เพื่อให้เขาได้คิด จะเหมาะสมกับเด็กรุ่นใหม่ ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วพ่อแม่ก็จะไม่เครียดด้วย ยิ่งลูกโตขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ควรจะรับฟังมากขึ้นเรื่อยๆ

ประโยชน์ของการเป็นโค้ชพ่อแม่ที่เห็นได้ชัดประการสำคัญที่สุดก็คือ พ่อแม่ทุกคนสามารถเป็นโค้ชเองได้ ลองเปลี่ยนบทบาทการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก จากการเป็นพ่อแม่ มาเป็นโค้ชพ่อแม่กับลูกของตัวเอง อาจจะยากในตอนแรก เพราะติดกับพฤติกรรมเดิมๆ ของตัวเอง แต่ถ้าตั้งใจจริงและเห็นประโยชน์ในระยะยาว ทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงแต่ต้องเข้าใจกระบวนการ ต้องฝึกฝนตนเอง และเปิดใจที่จะต้องเป็นโค้ชตัวเองให้ได้ก่อนด้วย เริ่มจากวิธีคิดเป็นด่านแรก รับประกันว่าจะช่วยลดช่องว่างระหว่างพ่อแม่ลูกได้ค่ะ

บทความแนะนำ :

10 นิสัย…ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูก
ฝึกลูกอย่างไร? ให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้!
3 กิจกรรมเด็ก พัฒนาสมองให้ลูกรัก
พัฒนาการลูกเสีย เพราะสาเหตุนี้จริงหรือ?

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaihealth.or.th







บทความที่เกี่ยวข้อง

Spread the love