nose

น้ำมูกเป็นสิ่งอุดตันประเภทหนึ่งที่สร้างความรำคาญให้แก่ลูกน้อย เพราะในช่วงเด็กวัยไม่ถึงขวบจะยังสั่งน้ำมูกออกเองไม่เป็น ซึ่งมีผลทำให้เขาหายใจไม่สะดวก รู้สึกอึดอัดรวมทั้งนอนหลับไม่สนิท อยากให้เรานึกถึงตอนเราเป็นหวัดคัดจมูก มีน้ำมูกมาก ๆ ในรูจมูก เขาต้องอาศัยการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่ ล้างจมูกดูดน้ำมูกออกให้

ประโยชน์ของการล้างจมูก

– ช่วยล้างน้ำมูกที่เหนียวข้นให้ออกจากโพรงจมูก

– ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก

– ทำให้อาการหวัดเรื้อรังดีขึ้น ลดน้ำมูกและเสมหะที่จะไหลลงคอ

– ลดจำนวนเชื้อโรค มลพิษ และสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก

– ป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกไปยังหูชั้นกลาง หรือลงไปสู่ปอด

– บรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ระคายเคือง และลดการอักเสบในจมูก โดยทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้หายใจโล่งขึ้น

ล้างจมูกให้ลูก

การล้างจมูกแต่ละช่วงวัยมีจุดประสงค์เดียวกันคือทำความสะอาดโพรงจมูก ลดปริมาณน้ำมูกที่คั่งค้างๆภายในรูจมูกให้ลูกหายใจได้สะดวกมีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนที่ดี และป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนในทารก โดยวิธีล้างจมูกแบ่งเป็น 3 ช่วงวัยดังต่อไปนี้

สำหรับเด็กอ่อน 0-6 เดือน

จะใช้วิธีการเช็ดจมูกมากกว่าการสวนล้าง หากมีน้ำมูกมากต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและให้พยาบาลเป็นผู้ดูดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อลดการระคายเคืองของเยื่อบุโพรงจมูก ในเด็กเล็กที่มีน้ำมูกไม่มากคุณแม่สามารถกำจัดน้ำมูกให้ลูกได้เองดังนี้

1. ห่อตัวทารก เพื่อป้องกันการขยับไปมา

2. อุ้มในท่าศีรษะสูงเล็กน้อย หยดน้ำเกลือ 2-3 หยด ในจมูกข้างที่มีน้ำมูกหรือทั้ง 2 ข้าง ปล่อยไว้นาน 5 – 10 นาที จนน้ำมูกอ่อนตัว

3. ใช้ลูกยาง ดูดน้ำมูกในโพรงจมูกออกให้หมด

4. ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำเกลือแล้วเช็ดในรูจมุกอีกครั้งหลังดูดน้ำมูกเสร็จ

5. หลังดูดน้ำมูกเสร็จ สิ่งสำคัญคือ ต้องล้างทำความสะอาดลูกยางแล้วตากให้แห้ง เพื่อป้องกันการสระสมของเชื้อโรค และเข้าสู่ร่างกายลูกหากต้องใช้เป็นประจำ ควรดูดน้ำมูกลูกวันละ 1-2 ครั้ง หากพบว่าปริมาณน้ำมูกมีมากขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

สำหรับเด็กเล็กที่ยังสั่งน้ำมูกและบ้วนเสมหะเองไม่ได้หรือ อายุ 6 เดือนขึ้นไป

เด็กวัยนี้กระดูกคอเริ่มแข็งแรงเด็กคว่ำได้เองแล้ว คุณแม่สามารถอุ้มลูกในท่าคว่ำได้โดยไม่อันตราย การล้างจมูกจึงแตกต่างจากวัยทารก มีวิธีการดังนี้

1. ล้างมือคุณแม่ให้สะอาด

2. ใช้ผ้าห่อตัวลูกในกรณีที่ดิ้นมากๆ ซึ่งการห่อตัวเด็กจะช่วยให้ผู้ล้างจมูกสามารถล้างจมูกได้สะดวก นุ่มนวลและไม่เกิดการบาดเจ็บ

3. อุ้มลูกในท่าอุ้มลูกฟุตบอลหรือท่ารักบี้หนีบไว้ด้านข้างคว่ำหน้าลง มือประคองที่ใต้คางไว้ให้มั่นคง

4. ดูดน้ำเกลือให้เต็มไซริงต์หรือลูกยาง (เตรียมไว้ก่อนจะดีกว่า)

5. ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกลูกข้างใดข้างหนึ่งก่อน การฉีดให้ฉีดต่อเนื่องครั้งเดียว น้ำเกลือและน้ำมูกจะไหลออกมาจากโพรงจมูก ปล่อยให้ลูกได้พักหายใจแล้วทำซ้ำจนกว่าจะสะอาด

6. ทำซ้ำหลายๆ ครั้งในรูจมูกแต่ละข้างจนไม่มีน้ำมูก

7. ในกรณีที่รู้สึกว่ามีเสมหะในลำคอ ให้สอดลูกยางแดงเข้าทางปากเพื่อดูดเสมหะในคอออก ถ้าต้องการให้เด็กไอเอาเสมหะออก ให้สอดลูกยางแดงลึกถึงประมาณโคนลิ้นเพื่อกระตุ้นให้ไอ และทำการดูดเสมหะเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยระหว่างดูดเสมหะ ให้จับหน้าเด็กหันไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการสำลัก

ควรล้างจมูกบ่อยเพียงใด

ควรล้างจมูกอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งช่วงตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอน หรือเมื่อรู้สึกว่ามีน้ำมูกมาก แน่นจมูก หรือก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูก แนะนำให้ล้างจมูกก่อนเวลารับประทานอาหาร (ขณะท้องว่าง) หรือหลังรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อป้องกันการอาเจียนหรือสำลัก

ข้อควรระวัง

น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกต้องสะอาด โดยเฉพาะน้ำเกลือไม่ควรใช้ขวดใหญ่ เพราะการเปิดทิ้งไว้และใช้ต่อเนื่องนานจนกว่าจะหมดจะทำให้มีเชื้อโรคสะสมอยู่ได้ โดยทั่วไปใช้ขวดละ 100 ซีซี เพื่อให้หมดเร็วจะได้ไม่เกิดการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ควรล้างจมูกเมื่อมีน้ำมูกเหนียวข้นจำนวนมาก (ถ้าน้ำมูกใส และมีจำนวนเล็กน้อยให้สั่งออกมา) หลังฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกให้สั่งน้ำมูกออกทันที ไม่ควรกลั้นหายใจเพื่อกักน้ำเกลือให้ค้างในจมูกนาน เพราะน้ำเกลืออาจจะไหลย้อนไปในไซนัส และการสั่งน้ำมูกให้สั่งเบาๆ และไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้าง เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุได้

 

บทความแนะนำ :

ลูกน้อย “หูเหม็น” เพราะอะไร?
อันตราย เพราะการกินของลูกน้อย…
ล้างจมูกลูกน้อยง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแบบนี้…
ในหนึ่งวัน ลูกน้อยควรอาบกี่ครั้ง…

ขอบคุณข้อมูลจาก :  amarinbabyandkids , ภาพจาก : BabyCenter







บทความที่เกี่ยวข้อง

Spread the love