school

พ่อแม่หลายๆท่านอย่าละเลยและคิดว่าคุณครูจะสามารถสอนทุกสิ่งทุกอย่างกับลูกเราได้ เพราะเด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เข้ากับเพื่อน ๆ หรือสังคมได้หรือไม่นั้น การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย และในปัจจุบันมักพบว่าเด็กมีปัญหา เอาแต่ใจตัวเองบ้าง เกเรบ้าง หรือบางทีมีอาการเก็บกด มักเกิดจากการไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษากับคุณครูร่วมกับแชร์ความคิดเห็นทั้งที่บ้านและโรงเรียน ลองมาดูสิ่งที่คุณครูอยากบอกคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับลูกน้อยกันค่ะ

1. หมั่นฝึกฝนทักษะให้เด็ก

พ่อแม่หลาย ๆ คนมักจะคิดง่าย ๆ ว่าหน้าที่การสอนทักษะต่าง ๆ ทั้งการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน เป็นหน้าที่ของครูทั้งหมด แต่ที่จริงแล้วการสอนทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน เพราะเด็ก ๆ ควรได้ฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

2. จับทางการเรียนรู้ของเด็กให้ถูกต้อง

พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูก ๆ ทำตามความต้องการของตัวเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน เช่น เด็กบางคนอาจจะถนัดการคำนวณ แต่เด็กบางคนอาจถนัดเรื่องของศิลปะก็ได้ ดังนั้นพ่อแม่ก็ควรพูดคุยกับลูกเพื่อหาความถนัดของเด็ก ให้เจอและหาทางสนับสนุนความถนัดในด้านนั้น ๆ ให้กับเด็ก วิธีนี้ก็จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว และมีความสุขมากกว่าการเรียนที่โดนบังคับ

3. ให้โอกาสคุณครูได้พูดคุยกับพ่อแม่บ้าง

พ่อแม่ควรหาเวลาเข้าไปพุดคุยกับครู เพื่อแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ๆ บ้าง ว่าเด็กมีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน และควรเสริมทักษะด้านใดเพิ่มเติมบ้าง เพื่อช่วยดูแลประคับประคองให้เด็กเติบโตอย่างมีศักยภาพและมีพัฒนาการที่ สมวัย

4. ลงโทษเด็ก ๆ บ้างตามความเหมาะสม

พ่อแม่บางคนนั้นไม่กล้าลงโทษเด็ก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเด็กทำผิด เด็กก็จะคิดว่าที่เขาทำนั้นถูกแล้ว จนติดเป็นนิสัย สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขนิสัยนั้นได้ ดังนั้นก่อนที่เขาจะติดนิสัยแย่ ๆ ไปจนโต พ่อแม่ก็ควรตักเตือนและลงโทษบ้างเมื่อเด็กทำผิด ตามความเหมาะสม

5. โรงเรียนไม่ใช่คำตอบเสมอไป

บางครั้งการเข้าเรียนโรงเรียน หรือมหาวิยาลัยที่มีชื่อเสียงก็ไม่ได้รับรองว่าเด็กจะประสบความสำเร็จเสมอไป ฉะนั้นควรให้เด็กมีโอกาสเลือกเรียนด้วยตัวเองดีกว่า โดยประเมินจากความถนัดและความสนใจของเด็ก

6. ควรฟังสิ่งที่คุณครูบอกบ้าง

นอกจากสิ่งที่คุณฝากฝังให้ดูแลแล้ว คุณครูก็มีเรื่องที่อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ช่วยดูแล ตอนอยู่บ้านด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากด้านวิชาการแล้ว ด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งพฤติกรรม การแสดงออก และอาหารการกิน

 7. อย่าดูพฤติกรรมที่บ้านของเด็กเพียงอย่างเดียว

ควรดูพฤติกรรมตอนอยู่ที่โรงเรียนของเด็กด้วย เด็ก ๆ เขาก็ต้องมีสังคม ต้องการเพื่อน ๆ เช่นกัน ดังนั้นพฤติกรรมบางอย่างอาจแสดงออกมาเฉพาะตอนอยู่ที่โรงเรียน เพราะเขาอาจจะทำเพื่อเอาใจเพื่อน ๆ หรือต้องการเข้ากลุ่มก็ได้  เพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง หรือพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ก็ควรฟังครู และช่วยกันดูแลเด็กด้วย

 

บทความแนะนำ :

ก่อนเข้าสู่ปฐมวัย ต้องเตรียมลูกอย่างไร?
ทำอย่างไรดี? เมื่อลูก…ไม่ยอมไปโรงเรียน
10 วิธี ประหยัดเวลา ในเช้าวันไปโรงเรียนของลูก
เรียนเตรียมอนุบาล จำเป็นต่อลูกรักหรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก : faceup







บทความที่เกี่ยวข้อง