stop

ปัญหาสุขภาพและพัฒนาการต่างๆของเด็กไทยในยุคนี้คงพอรู้ว่ามาจากสาเหตุใด ส่วนหนึ่งก็มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง ซึ่งเกิดจากไม่รู้ตัวหรือไม่ได้ตั้งใจเป็นต้นทุน เราจึงขอหยิบยกบางพฤติกรรมที่มีส่วนทำร้ายสุขภาพลูก ตอกย้ำข้อมูลให้ชัดอีกครั้งว่า เรื่องของลูกคุณพ่อคุณแม่มีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ แต่จะในด้านไหนอย่างไร มาดูกันค่ะ

ชีวิตติดจอ

ปฏิเสธไม่ได้กับโลกในยุคดิจิตอล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตของเด็กๆ และวัยรุ่น การที่คุณพ่อคุณแม่หยิบยื่นเครื่องมือเหล่านี้ทั้งแบบเต็มใจและโดยไม่รู้ตัว มีข้อพิสูจน์ทางวิชาการแล้วว่า อุปกรณ์ เครื่องมือเหล่านี้หากใช้ผิดวิธีก็อาจกลายเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดกับลูกๆได้ เพราะเด็กกับคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กันด้วยเกม การเล่นเกมนานๆส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้าง เพราะเด็กๆหมกมุ่นกับเรื่องเกม โดยเฉพาะในปัจจุบันเด็กที่ใช้เวลากับการแชทอยู่กับเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีทักษะทางภาษาที่ช้าคือ พูดช้า และใช้ภาษาไม่ถูกหลักไวยากรณ์ และการใช้นิ้วมือสัมผัสเมาส์หรือคีบอร์ดเป็นเวลานาน ทำให้ขาดพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ขา ไม่ได้ถูกใช้งาน เช่น การวิ่งเล่น ออกกำลังกาย กระโดด ปีนป่าย ส่งผลในเรื่องของโรคอ้วนอีกด้วย

เครื่องดื่ม

โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำชงต่างๆ เครื่องดื่มปั่น เครื่องดื่มเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลที่สูง (เฉลี่ย 7-12 ช้อนชาต่อแก้ว) เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอ้วนได้ง่ายขึ้นและยังทำให้รู้สึกอิ่ม จนไม่อยากกินอาหารหลักอีก ส่งผลให้เด็กขาดสารอาหารที่จำเป็น ดังนั้นควรเลือกดื่มแต่น้อย ค่อยๆลดความหวานหรือเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไว้ก่อน ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าดีที่ที่สุดค่ะ

พาเหรดอาหาร

อาหารไขมันหรือพลังงานสูง เช่น ลูกชิ้นทอด ไส้กรอก ขนมกรุบกรอบ ไก่ทอด เฟรนฟราย หรือเบเกอรี่ไส้ต่างๆ อาหารเหล่านี้มีไขมันสูง ที่เกินความจำเป็นของร่างกาย เมื่อกินมากก็ทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกิน ส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกระบวนการทอดเป็นระยะเวลานาน ที่พบได้ในอาหารกลุ่มไก่ทอด กล้วยทอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กมีไขมันในเลือดสูงได้ แม้ดูว่าเด็กจะมีรูปร่างปกติ

อาหารปิ้ง ย่าง เช่น หมูย่าง ไก่ย่าง ลูกชิ้นปิ้ง สามารถกลายเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการย่างหรือปิ้งอาหารเหล่านี้ ถึงจะไม่เห็นผลเร็ววันแต่ทำให้เด็กได้รับอันตรายในระยะยาว เพราะมีการปนเปื้อนของสารบอแรกซ์หรือสารชนิดอื่นๆที่เป็นอันตราย

การจัดการเรื่องนี้แนะนำว่า หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรกินให้น้อย ไม่ตุนอาหารหรือขนมกลุ่มนี้ในบ้าน และต้องมั่นใจว่าสะอาดและปลอดภัยกับสุขภาพลูก ประกอบกับการชวนลูกไปออกกำลังกายทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างค่ะ

เรียนสู้ฟัด

การที่เด็กต้องเคร่งเครียดกับการเรียนหรือการแข่งขันนั้น เรื่องนี้มีผลกระทบในแง่ของสภาวะจิตใจของเด็กๆ จนกระทั่งบั่นทอนสุขภาพในที่สุด จากงานวิจัยพบว่า เด็กนักเรียนตามเมืองใหญ่ในเอเชียสายตาสั้นขึ้น 90% เหตุเพราะเรียนหนักและไม่ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง เด็กที่ผิดหวังบ่อยอันเกิดจากความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ และเด็กจะเกิดโรควิตกกังวล เพราะขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นและขาดความศรัทธาตนเอง ขาดศรัทธาในการทำสิ่งดีๆอีกต่อๆไป อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม เช่น จากความประพฤติเรียบร้อยกลายเป็นก้าวร้าว ต่อต้าน เกเร ต่อต้านสังคม เป็นต้น

การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ โดยคุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงความสามารถ เห็นอกเห็นใจถึงความรู้สึกลูกกับเรื่องการเรียน และให้เด็กๆได้มีเวลาพักผ่อนสมองมากกว่าการเร่งเรียนหรือเรียนหนัก มาทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นฮูลาฮูป เต้นตามเพลง เล่นกับสัตว์เลี้ยง คุยเล่นกันคุณพ่อคุณแม่ ออกกำลังกายเบาๆสัก 20 นาที สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สมองแจ่มใส ลดความตึงเครียดไปได้ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง