โรคมะเร็ง
เด็กแรกเกิด-18 ปี กับข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งใครว่าเป็นได้แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น คิดผิดแล้วค่ะ เนื่องจากโรคมะเร็งนี่แหละเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆของประเทศไทยเราเลยนะ โดย พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์ กุมารแพทย์ด้านโรคมะเร็งและโรคเลือดในเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3 อธิบายว่า จากสถิติพบว่าแต่ละปีจะมีอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งในเด็ก ประมาณ 78 คนต่อเด็ก 1 ล้านคน ซึ่งในไทยมีประชากรอายุ 0-15 ปีมากกว่า 12 ล้านคน นั่นหมายความว่าในแต่ละเดือน จะมีเด็กไทย 80 รายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง…

มารู้จัก 4 เนื้อร้ายที่มักเกิดกับเด็กไทยกันเถอะ…

โรคมะเร็งในเด็กสามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี โดยแต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกัน ดังนี้

1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะเฉียบพลัน – พบบ่อยที่สุดคือประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML) โดย ALL มักพบได้บ่อยกว่า AML ถึง 3 เท่า อาการแสดงได้แก่ ไข้ ซีด อ่อนเพลีย มีจุดจ้ำเลือดตามตัว ปวดตามร่างกายหรือกระดูก หรือตรวจร่างกายพบตับโต ร่วมกับตรวจเลือด CBC พบเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ การวินิจฉัยโรคทำได้โดยเจาะตรวจไขกระดูกเพื่อดูความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว (blast cells)

2. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง – พบได้บ่อยรองลงมา เด็กมักมีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีก้อนแข็งใต้ผิวหนังหรือต่อมน้ำเหลืองโตตามร่างกาย การวินิจฉัยโรคจำเป็นต้องได้ชิ้นเนื้อจากก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองมาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดทางพยาธิวิทยา รวมถึงต้องมีการตรวจค้นเพิ่มเติมเพื่อดูการกระจายของตัวโรค เช่น การทางรังสีวินิจฉัย (CT scan, Gallium scan/PET scan และ Bone scan) และเจาะตรวจไขกระดูก

3. มะเร็งสมองและระบบประสาท – พบได้บ่อยเป็นอันดับสาม โดยอาการจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัวโรค ชนิดของเซลล์มะเร็งว่ามีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วหรือไม่ และช่วงอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการเดินเซ อาเจียน การมองเห็นผิดปกติ ปวดศีรษะ หรือชัก แต่เด็กบางคนจะพบแพทย์จากการมีพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์อายุ การวินิจฉัยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอกซ์เรย์เพิ่มเติม (CT scan หรือ MRI) เพื่อดูตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง หลังจากนั้นต้องมีการผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อจากก้อนส่งตรวจเพิ่มเติมทางพยาธิวิทยา

4. มะเร็งต่อมหมวกไต (Neuroblastoma) – มักพบในเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี การดำเนินโรคค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง ผู้ป่วยมักมาด้วยก้อนในช่องท้อง ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆจากการแพร่กระจายของตัวโรค เช่น ไข้ ซีด อ่อนแรง ปวดตามร่างกายหรือกระดูก หรือมีก้อนแข็งนูนใต้ผิวหนัง การตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น เจาะตรวจไขกระดูก ร่วมกับตรวจเลือดหาค่ามะเร็ง (tumor marker) หรือตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
มะเร็งในเด็ก…

วิธีรักษา

คุณหมอชญามน บอกว่าหัวใจหลักในการรักษามะเร็งในเด็กมี 3 วิธี คือ การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) การฉายแสง (radiation) และการผ่าตัด (surgery) ร่วมกับการดูแลป้องกันเรื่องการติดเชื้ออย่างถูกต้อง หากผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาดี ผู้ป่วยเด็กมีโอกาสหายขาดจากโรคได้สูงเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ กรณีที่ตัวโรคไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือมีการกลับเป็นซ้ำของโรค การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกัน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหายขาดจากโรค

ป้องกันไม่ได้ แต่รักษาหายขาดได้

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในเด็กได้ และส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่หากผู้ป่วยหรือผู้ปกครองสังเกตพบความผิดปกติที่น่ากังวลดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ควรรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ทันท่วงที นั่นนับเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยอย่างมาก

 

บทความแนะนำ :

หนาวนี้ เด็กแรกเกิด-4ปี ระวังเสี่ยงป่วยเป็น “โรคหัด” เตือนพ่อแม่ระวัง!!
ลูกมีอาการแบบนี้เป็น “โรคไฮเปอร์” หรือเปล่านะ มาเช็คกัน!!
มารู้จัก!! โรคคาวาซากิ (Kawasaki) โรคร้ายในเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรวางใจ!!
ลูกร้องไห้อย่าง “ไม่มีเหตุผล” คุณแม่ควรทำอย่างไร?

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.ชญามน ทักษ์ประดิษฐ์ กุมารแพทย์ด้านโรคมะเร็งและโรคเลือดในเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3







บทความที่เกี่ยวข้อง

Spread the love