maa

 คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะเคยได้ยินความเชื่อ คำบอกเล่า ประเภทว่ากันว่า จากผู้มีประสบการณ์บ้าง ผู้หวังดีบ้าง ฟังแล้วก็น่าคิด เชื่อหรือไม่เชื่อดีล่ะ จนเกิดอาการพะวักพะวง เราเลยขออาสาคลายสงสัยเรื่องเขาเล่ามา ด้วยคำอธิบายหรือข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมายืนยันว่างานนี้ชัวร์หรือมั่วนิ่มกันแน่!

1. แม่หลงรักลูกแต่แรกเห็น หากครั้งแรกที่เห็นลูกน้อยแล้วคุณแม่ยังไม่รู้สึกหลงรักเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะคะ เพราะอาจจะเหนื่อยหรือกำลังปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่เมื่อคุณแม่ได้ใกล้ชิด ได้เลี้ยงดูลูก ความรู้สึกแบบนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการใช้เวลาร่วมกันค่ะ

2. ลูกน้อยไม่มีกระดูกสะบ้า เรื่องนี้ไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะโครงสร้างร่างกายของทารกแรกเกิดนั้นมีกระดูกอ่อนอยู่มาก รวมถึงกระดูกสะบ้าด้วย กระดูกอ่อนเหล่านี้จะค่อยๆพัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดซึ่งจะสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น

3. เด็กแรกเกิดยังมองไม่เห็น ที่จริงแล้วไม่ถึงกับมองไม่เห็น แค่เห็นเป็นภาพลางๆเท่านั้น ซึ่งเป็นภาวะปกติของเด็กทารกในช่วงสัปดาห์แรก ช่วงนี้จะมองเห็นทุกอย่างเป็นสีเทาๆ เห็นหน้าแม่ลางๆเป็นโครงร่าง เพราะสายตายังโฟกัสไม่ได้ อาจเกิดอาการตาเหล่หรือตาสั่นบ้างเป็นเรื่องปกติ หลังจากนั้น 2-3 เดือนภาพที่เคยลางๆก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมองเห็นได้ดีขึ้น อาการตาเหล่และตาสั่นที่เห็นในช่วงแรกก็จะหายไปด้วยค่ะ

4. รถหัดเดินช่วยให้ลูกเดินได้เร็วขึ้น สมาคมกุมารแพทย์อเมริการวมทั้งกุมารแพทย์และผู้เชียวชาญในไทยต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ควรนำรถหัดเดินมาใช้กับเด็กเพราะอันตรายมาก ในขณะที่ลูกน้อยทรงตัวหรือเคลื่อนไหวในรถหัดเดินนั้น เขาจะมองไม่เห็นเท้าของตัวเอง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อย่างเช่น การตกบันได และทำให้เดินช้าด้วย

5. ให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้วเขาจะไม่ยอมดูดจากขวด ปัญหาการติดเต้าอาจจะมีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสำหรับเด็กทารกทุกอย่างคือประสบการณ์ใหม่ ขวดนมทุกขวดและจุกนมทุกอันที่คุณแม่ซื้อมาถึงจะคุณภาพดีขนาดไหน ลูกน้อยก็ไม่อาจยอมเปลี่ยนจากดูดเต้าเป็นดูดขวดแทนได้ทันที การให้เวลาปรับตัวเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าลูกร้องไห้งอแงคุณแม่ก็ต้องอดทนหน่อย อาจจะหาจุกนมสัก 2-3 แบบ มาใช้แล้วสังเกตดูว่าลูกชอบแบบไหน ค่อยๆเรียนรู้กันไปทั้งแม่และลูก

6. เดี๋ยวเต้าจริงเดี๋ยวขวดทำให้ลูกสับสน ความจริงคือเด็กทารกบางคนชอบกินนมจากขวดเพราะนมไหลเร็วและคล่องตัวกว่าดูดจากเต้า เมื่อเด็กติดขวดแล้วก็ยากที่จะกลับไปดูดจากเต้าอีก แต่ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกสลับดูดระหว่างเต้ากับขวด เมื่อให้ลูกกินนมจากขวดแล้ว ก็ต้องเริ่มฝึกเขากินจากเต้าอีกครั้ง โดยดูอารมณ์ของลูกเป็นหลัก ถ้าลูกหิวมากให้เริ่มดูดจากขวดสักครึ่งหนึ่งก่อน พอลูกอารมณ์ดีก็ให้เข้าเต้าต่อทันที ฝึกแบบนี้บ่อยๆ ลูกจะชินไปเอง

7. ลูกน้อยขาโก่งต้องช่วยดัดขา ที่จริงแล้วภาวะนี้จะพบได้บ่อยในทารกแรกเกิด เพราะตอนที่อยู่ในท้องแม่ช่วงไตรมาสสุดท้ายก่อนคลอด ตัวลูกจะใหญ่ขึ้นและต้องอยู่ในมดลูกที่มีเนื้อที่จำกัด ดังนั้นเด็กทารกส่วนใหญ่จึงมักอยู่ในท่าขัดสมาธิและงอสะโพก หลังคลอดออกมาในช่วงขวบปีแรก จึงมีอาการขาโก่งให้เห็น แต่ไม่นานเมื่อเริ่มหัดคลานหรือหัดเดิน อาการนี้จะค่อยๆหายไปเอง เพราะกระดูกจะค่อยๆปรับให้ตรงขึ้นในช่วงขวบครึ่งถึงสองขวบ

8. ผิดปกติแน่ถ้าลูกน้อยร้องไห้มากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการร้องไห้คือสัญญาณขอความช่วยเหลือจากลูกน้อย เช่น ตอนนี้รู้สึกไม่สบายตัวหรือต้องการอะไรบางอย่าง แต่ถ้าลูกน้อยไม่มีไข้ ไม่หายใจหอบถี่หรือกระสับกระส่าย ก็สบายใจได้ว่าไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร ดังนั้นถ้าพบว่าลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด ทั้งที่ผ้าอ้อมก็ยังแห้ง นมก็เพิ่งกิน นอนก็เต็มอิ่ม ให้คุณแม่ลองสำรวจว่ามีอะไรทำให้ลูกเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวได้อีก

9. ลูกจะรักพี่เลี้ยงมากกว่า ถ้าปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงตลอดเวลา ลูกก็ย่อมเกิดความผูกพันกับคนที่ใช้เวลากับเขามากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าให้พี่เลี้ยงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของลูก และช่วงเวลาที่ลูกจะสร้างความผูกพันกับคุณพ่อคุณแม่คือวัย 1-3 ขวบเท่านั้น แต่ถ้าไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เองแน่ๆ ก็ให้ใช้เวลาที่มีกับลูกอย่างคุ้มค่าที่สุดไม่ว่าจะเป็นตอนเย็นหลังเลิกงานหรือวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อรักษาสายใยรักระหว่างคุณกับลูกเอาไว้

10. เสียงร้องไห้ของทารกเหมือนกันหมด หากลองสังเกตหรือเข้าไปฟังใกล้ๆเวลาที่เขาร้องเพราะหิว ง่วง หรือรู้สึกเฉอะแฉะ จะรู้ได้ว่าเสียงต่างกันทั้งนั้น แต่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยในการจับเสียงเหล่านี้ ซึ่งเสียงร้องหลักๆมีอยู่ 4 เสียง คือ

– เสียง เฮะ หมายถึงเปียกชื้นหรือไม่สบายตัว
– เสียง เอะ คือมีลมในท้อง
– เสียง อาว หมายถึงง่วงนอนอยากพักผ่อน
– เสียง อึน หมายความว่าหนูหิวนม

 

บทความแนะนำ :

7 กระแสเลี้ยงลูกที่ไม่ควรทำตาม
6 การเลี้ยงลูกแบบผิดๆ
เลี้ยงลูกให้เขามีความสุขได้อย่างเต็มที่และสุขภาพดี
เลี้ยงลูกอย่างไร? ให้เขามีความสุขอย่างเต็มที่

ขอบคุณข้อมูลจาก : realparents

บทความที่เกี่ยวข้อง