200

ปัจจุบันปัญหาสังคมเกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย หลายฝ่ายหลายภาคส่วนรณรงค์ช่วยกันแก้ไข แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าจากการสำรวจ สถาบันที่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาสังคมมากที่สุด กับนิ่งเฉยมาก นั่นก็คือสถาบันครอบครัว สถาบันที่เป็นรากฐานของสถาบันระดับอื่นๆ ปัจจุบันจะพบว่านอกจากสถาบันครอบครัวจะไม่ได้ช่วยลดและแบ่งเบาปัญหาสังคมแล้ว สถาบันครอบครัวยังเป็นสถาบันหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้ดีเป็นอย่างยิ่ง จากการสำรวจพบว่าในครอบครัวส่วนใหญ่จะมีการมีงกันอย่างต่ำ 3 – 4 ครั้งต่ออาทิตย์ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเลยทีเดียว และปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากผู้ใหญ่ในครอบครัว และร้อยละ 80 เป็นเรื่องการใช้ชีวิตของเด็ก

เรามาดูกันดีกว่าว่า 10 สิ่งที่ ทำร้ายจิตใจ “ลูก” ได้มากที่สุดคืออะไร

อันดับ 10 … เมื่อเด็กทำความดีผู้ใหญ่กับเมินเฉย หรือมีความรู้สึกยินดีเพียงชั่วขณะ

ผู้ใหญ่หลายท่านมักคิดเสมอว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดีที่ลูกของคุณประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง คุณแสดงความยินดีเก็บเด็กเพียงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นคุณก็แทบจะลืมมันออกไปจากสมองโดยทันที สิ่งที่ทำให้คุณจะนึกถึงเรื่องของเด็กขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อคุณอยากโอ้อวดสิ่งนั้นกับบุคคลอื่น ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้เด็กมีความรู้สึกที่ไม่ภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้มา

อันดับ 9 … สิทธิของเด็กในสถาบันครอบครัว การแสดงความคิดเห็นของเด็ก

ผู้ใหญ่หลายท่านในประเทศไทยมักจะจำกัดสิทธิของเด็กโดยสิ้นเชิง (รวมไปถึงหลายๆ สถาบัน) พ่อ แม่ ครู สามารถไม่พอใจกับสิ่งที่เด็กประพฤติไม่ดีได้ แต่เด็กร้อยละ 90 ไม่สามารถแสดงอาการไม่พอใจออกมาได้เมื่อผู้ใหญ่ประพฤติผิด เพราะอะไร… เมื่อเด็กแสดงอาการออกมาเด็กจะถูกว่า ถูกดุ ว่าทำตัวไม่เหมาะสม ทำไมผู้ใหญ่ถึงดุเมื่อเด็กแสดงอาการอย่างนั้นเนื่องจากในใจลึกๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบให้ใครมาติเตียนแสดงอาการไม่พอใจใส่ แล้วเด็กละ…??? เด็กก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกันแต่เด็กห้ามทำ ข้อสังเกตเมื่อเด็กเบื่อหน่ายที่จะแสดงความคิดเห็น คือเด็กจะพูดน้อยลง เมื่อคุณถามสิ่งที่ต้องเลือก เด็กจะตอบกลับมาว่า “แล้วแต่”

อันดับ 8 … การรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพูด หรือนำมาว่ากล่าวซ้ำ

ผู้ใหญ่ส่วนมากเวลาเด็กทำผิดแล้วจะว่ากล่าวนั้น น้อยคนมากที่จะดุเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเรื่องที่ทำผิด เมื่อเริ่มว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจบไป ผู้ใหญ่ก็จะใส่อารมณ์มากขึ้นราวกับได้ระบายอารมณ์ ผู้ใหญ่ส่วนมากจะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ที่เด็กทำผิดมาว่าซ้ำ ซ้ำเติม และพูดได้เลยว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 50 ที่แสดงอาการแบบนี้จะหยุดก็ต่อเมื่อเด็กเกิดอาการเสียใจ ถ้าเด็กยังแสดงอาการเฉยๆ หรือต่อต้านไม่มีทางหยุดง่ายๆ แน่นอน ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเจ็บใจ โกรธ แต่ไม่สำนึกอย่างแน่นอน

อันดับ 7 … การเป็นที่ปรึกษาที่ไม่ดี เปิดเผยความลับของเด็กแก่คนอื่น

ทุกวันนี้ในสังคมไทยเด็กจะเลือกปรึกษาปัญหากับเพื่อนก่อนเป็นอันดับแรก อันดับสองคือพี่น้อง อันดับสามคือบุคคลในอินเตอร์เน็ต ส่วนอันดับสี่ถึงจะเป็น พ่อ แม่ ทำไมผู้ใหญ่ในสถาบันครอบครัวถึงกลายเป็นอันดับสี่ไปได้ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นอันดับหนึ่ง หรือสองนั่นก็เพราะคำว่า แก้ปัญหาไม่เป็น ไม่ได้ช่วยอะไร และ สามี-ภรรยา ไม่มีความลับต่อกัน –  แก้ปัญหาให้ลูกไม่เป็น คือก็ไม่รู้จะช่วยยังไง –  ไม่ได้ช่วยอะไร คือ การที่บอกวิธีในการแก้ปัญหามาแต่เมื่อทำไปแล้วไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง – สามี-ภรรยา ไม่มีความลับต่อกัน อันนี้คือสาเหตุหลักความลับคือสิ่งที่เด็กไม่อยากให้คนจำนวนมากรู้ ถ้าเด็กเลือที่จะบอกแม่ ร้อยละ 80 ของครอบครัวชาวไทย พ่อต้องรู้ด้วยแต่เป็นการรู้จากการที่แม่เป็นคนไปบอกอะไรทำนองนี้ การทำแบบนี้จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ไหววางใจ ไม่เชื้อใจพ่อและแม่

อันดับ 6 … อารมณ์เสียใส่เด็ก เหวี่ยงใส่เด็ก หาเรื่องว่าเด็ก

ผู้ใหญ่มักจะไม่รู้ตัวเมื่ออารมณ์เสียแล้วชอบหาเรื่องว่าคนอื่น โดยเป๋าหมายส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเนื่องจากมีการตอบโต้ที่น้อย จากเรื่องเล็กที่เป็นข้อผิดพลาดนิดหน่อยจะกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงได้ทันที อย่างเช่น ลืมล้างจาน โดนว่าพอว่าเสร็จก็จะวกไปเข้าอันดับ 08 รื้อฟื้นเรื่องเก่ามาว่าต่อ การกระทำแบบนี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่า พ่อแม่ไม่มีเหตุผล จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเชื้อถือ

อันดับ 5 … ด่าเด็ก พูดจารุนแรง

ผู้ใหญ่มักเถียงว่าสิ่งที่พวกเขากระทำคือการดุ ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่การด่า แต่ลองมาทำความเข้าใจกันสะใหม่ การว่ากล่าวตักเตือนคือ ก็อธิบายผลเสีย และอธิบายแนวทางแก้ไขให้ การดุ คือ การอธิบายถึงผลเสียอย่างเดียว แต่การด่า คือ การใช้ถ่อยคำหยาบคาย “กู” ใช้วาจาส่อเสียดประชดประชัน “คิดว่าตัวเองเป็นเทวดารึไง” ทำนองนี้ พิจรณาตัวเองแล้วกันว่าเข้าค่ายหรือไม่ เพราะการทำอย่างนี้จะทำให้เด็กฝังใจ เด็กจะไม่มีความสำนึกผิด หรือจะไม่ทำอีกแล้วนะ แต่เด็กจะคิดว่าในครั้งต่อไปจะต้องทำโดยห้ามโดนจับได้

อันดับ 4 … การทำร้ายความมั่นใจของเด็ก

ผู้ใหญ่หลายคนมักทำลายความมั่นใจของเด็กโดยไม่รู้ตัว พูดถึงข้อด้อยของเด็กในที่สาธรณะหรือต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก การไม่เตรียมพร้อมของผู้ใหญ่ก็อาจจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจได้ เช่น พาเด็กไปยังสถานที่เรียนพิเศษ แห่งหนึ่งแล้วก็ปล่อยเด็กไว้กับครูและเด็กคนอื่นๆ ส่วนตัวเองก็กลับไปทำธุระของตน ในสถานะผู้ใหญ่คุณอาจจะคิดว่ามีเด็กตั้งเยอะแยะลูกเราไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ในความคิดของเด็กคนที่ไม่รู้จักเท่ากับเขาไม่มีตัวตน การกระทำแบบนี้จะทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความมั่นใจ

อันดับ 3 … การตอกย้ำซ้ำเติมความผิดพลาด

พ่อแม่จำนวนมากมักคิดว่าการดุ การด่า พูดจาซ้ำเติม คือวิธีของการที่จะทำเห็นเด็กจดจำและเรียนรู้ความผิดพลาด แต่ไม่ใช่เลยวิธีที่ถูกต้องที่สุดคือ การปลอบเมื่อเขาทำผิดพลาด แล้วค่อยอธิบายข้อผิดพลาดว่าเกิดจากอะไร มีผลเสียยังไง มีวิธีการแก้ไขแบบไหน เพราะการตอกย้ำนั้นจะทำให้เด็กรู้สึกฝังใจ กลัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ กลัวความผิดพลาดจนกลายเป็นคนขี้ระแวงได้

อันดับ 2 … การใช้ความรุนแรง

เชื่อเถอะมันหมดยุคของ ไม้เรียวสร้างคนแล้ว ตีให้ตายเด็กสมัยนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก แต่จะเป็นการซ้ำเติมให้เด็กมีปมภายในใจหนักขึ้นไปอีก ความรุนแรงที่พ่อแม่ทำกันเอง หรือความรุนแรงที่พ่อแม่ทำต่อเด็กล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น การทำแบบนี้จะยิ่งทำให้เด็กเิกิดอาการต่อต้านหนักขึ้นไปอีก และในอนาคตเด็กอาจจะเป็นบุคคลที่ใช้ความรุนแรงก็เป็นได้

อันดับ 1 … คิดเอง เออเอง และไม่เข้าใจลูกของตัวเอง

ผู้ใหญ่หลายท่านมีบททดสอบง่ายๆ เลยที่จะให้ทุกท่านทำ หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วหาคำตอบต่อไปนี้ 1.ลูกมีเพื่อนสนิทชื่ออะไร 2.ลูกชอบกินอะไร 3.ลูกไม่ชอบกินอะไร 4. สีโปรดของลูก 5.ลูกไปเที่ยวกับครอบครัวครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ 6.เบอร์โทรศัพท์ของลูก 7.ลูกไม่อชบสิ่งมีชีวิตอะไรมากที่สุด 8.ของขวัญชิ้นล่าสุดที่ซื้อให้ลูกคือ 9.ลูกเกิดวันไหนเดือนอะไรปีไหน 10.โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร ตอบคำถาม 10 ข้อต้องถูก 8 ข้อขึ้นไปคุณถึงจะเป็นพ่อแม่ที่รู้จักลูกตัวเองจริง

แต่ถ้าจะทดสอบว่าเข้าใจลูกตัวเองรึเปล่า ตอบคำถามแค่ข้อเดียว ทำไมคุณถึงเลือกคำตอบเหล่านั้นมาตอบ 10 ข้อแรก ถ้าคุณบอกได้แปลว่าคุณเข้าใจลูกของคุณแต่ถ้าไม่ได้ คุณก็แค่เอาใจใส่เขามากขึ้น สังเกตเวลาลูกของคุณยิ้ม สังเกตเวลาลูกของคุณร้องไห้ สังเกตเวลาลูกของคุณอยู่กับความเงียบแล้วคุณจะรู้จักลูกของคุณมากขึ้น

ข้อมูลทั้งหมด 10 อันดับที่ให้ไปนั้นเป็นเพียงแนวทางในการเลี้ยงลูก

การเลี้ยงลูกที่ดีไม่ได้หมายความว่าห้ามตี ห้ามดุ ห้ามว่านะ สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้แต่ต้องเพียงแค่พอดีไม่มากเกินไป ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ใช้ความจำเป็นให้มากกว่าความต้องการ

 

บทความแนะนำ :

7 ประโยคสุดจี๊ด! ที่คุณแม่ให้นมลูกไม่อยากได้ยิน
7 วิธีเลี้ยงลูก ของ “สมเด็จย่า” ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง
มนุษย์แม่…ห้ามป่วย ห้ามช้อป ห้ามนอนตื่นสาย
จงเปลี่ยนความคิด! การเลี้ยงลูกสาว-ลูกชาย แบบนี้!

ขอบคุณข้อมูลจาก : plengprasiddhi-sailom.ac.th , Mthai

บทความที่เกี่ยวข้อง