on

เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ วัย 3-4 ปีจะมีอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหว หรือฉุนเฉียวได้ง่าย แล้วถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจ ลูกอาจต่อต้านหรือท้าทายผู้ใหญ่ดังนั้นพ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ และไม่ควรตอบสนองลูกทุกครั้ง เพราะถ้าลูกสามารถทำกับพ่อแม่ได้ เขามีแนวโน้มที่จะไปทำกับคนอื่นได้เช่นกัน ป้องกันก่อนแก้ โดยพ่อแม่สามารถทำได้ดังนี้

1. หาขอบเขตที่เหมาะสมให้ลูก อาจไม่ใช่การสร้างกฎข้อบังคับเสียทีเดียว แต่เป็นการทำข้อตกลงหรือต่อรองซึ่งกันและกัน ว่าสิ่งไหนที่ลูกสามารถทำได้ สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ และถ้าหากลูกไม่หยุดหรือไม่ยอมเชื่อฟัง เขาก็ต้องได้รับบทลงโทษ แต่ทั้งนี้พ่อกับแม่ต้องไม่ใช้อารมณ์หรือความรุนแรงกับลูก เพราะการใช้อารมณ์ ใช้ไม้เรียว หรือแม้แต่คำพูดที่รุนแรงจะทำให้ลูกรู้สึกแย่และเห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีได้ ซึ่งเขาก็อาจนำไปใช้กับผู้อื่น หรือมีการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่เกิดขึ้น แม้ว่าในบางครั้งที่ลูกอาจจะก้าวร้าว เกเร ดื้อ ซน แต่ถ้าเขาไม่ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของให้เสียหาย เขาก็ยังสามารถแสดงอาการเหวี่ยงวีนออกมาได้ ตราบใดที่เขาไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะมันคือธรรมชาติของลูก

2. อย่าช่วยลูกมากจนเกินไป ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตนเองบ้าง ให้เขาได้แสดงความคิดตามขอบเขตของเขา และไม่ว่าจะผิดหรือถูก ลูกมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นค่ะ เพียงแต่พ่อกับแม่ต้องคอยสอนว่าอะไรควรไม่ควร อาจจะให้คำแนะนำ หรือใช้คำถามในลักษณะที่เกิดการต่อยอดหรือเกิดความคิดในการแก้ไขปัญหา

3. ไม่ควรห้ามความรู้สึกของลูก เพราะเรื่องของความรู้สึกเราห้ามกันไม่ได้ค่ะ ยิ่งเด็กๆ ที่มักจะอารมณ์อ่อนไหวง่าย ในยามโกรธ เสียใจ ทุกข์ใจ พ่อแม่ต้องไม่ปิดกั้นอารมณ์ของลูกค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ลูกมีปัญหาได้ คือ เขาจะไม่เชื่อใจตนเอง ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะก้าวร้าวรุนแรง หรือบางคน ก็เป็นเด็กขี้วิตกกังวล ขณะเดียวกันถ้าเด็กคนไหนที่ได้รับการฝึกฝนมาบ่อยๆ ฝึกมาแล้วจากที่บ้าน เขาก็จะสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ เด็ก วัย 3-6 ปี เป็นวัยที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว โดยเฉพาะช่วงอายุ 5 ปีนั้น เป็นวัยที่สามารถพูดคุยรู้เรื่อง เชื่อมโยงความคิด รู้จักยืดหยุ่น คุยกับผู้ใหญ่รู้เรื่อง และรับมือกับอะไรได้อย่างมากมาย ดังนั้น พ่อแม่จึงควรสอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ตั้งแต่ช่วงวัยนี้ เพราะเด็กจะพูดคุยได้ง่ายขึ้น ให้ความร่วมมือมาก หรือสอนง่ายขึ้นนั่นเอง

 

บทความแนะนำ : 13 เรื่องน่ารัก ที่ทำพ่อแม่ยิ้มไม่หุบ
ดุลูก! แล้วต้องปลอบหรือไม่?

 

credit : rakluke

บทความที่เกี่ยวข้อง