4

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มต้นสอนหรือปลูกฝังอะไรแก่ลูกรักนั้น พื้นฐานจำเป็นเปรียบเสมือนการเตรียมดินที่ดีเพื่อให้ต้นไม้ได้งอกงาม คือการให้ความรัก ความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่แนบแน่นระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกได้ สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งวัย 0-3 ปี หากกระบวนการนี้เป็นไปด้วยดี ลูกรักจะมีการพัฒนาของเซลล์สมองและเส้นใยประสาทอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจ

การสร้างความผูกพันทางจิตใจที่แนบแน่นนี้ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่ตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่ควรมีอารมณ์แจ่มใส และรู้จักกระตุ้นลูกตั้งแต่ในครรภ์ด้วย เช่น การคุยเล่น ลูบท้องสัมผัสทารกในครรภ์ เปิดดนตรีให้ฟัง พอคลอดออกมา ลูกจะเป็นเด็กที่มีพื้นอารมณ์ร่าเริง  เลี้ยงง่าย ปรับตัวง่าย ตรงกันข้าม หากคุณพ่อคุณแม่มีภาวะเครียด หงุดหงิด เศร้า วิตกกังวล ก็จะส่งผลให้ลูกมีพื้นอารมณ์ที่ขี้หงุดหงิด ปรับตัวยาก และเลี้ยงยากได้เช่นกัน
เมื่อลูกคลอดออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรมีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส ให้ความรักความเอาใจใส่กับลูกสม่ำเสมอ นอกจากนี้การที่คุณพ่อคุณแม่รู้จักสังเกต ทำความเข้าใจและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้อย่างรวดเร็ว  และสามารถตอบสนองความต้องการได้ทันที ก็จะทำให้สร้างสัมพันธภาพทางจิตใจที่แนบแน่นกับลูกได้ดี
ปัญหาที่พบบ่อยของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่ทำให้พ่อแม่หนักใจและมาปรึกษาหมอบ่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรตระหนักและให้การดูแลปลูกฝังอย่างเหมาะสม มีดังนี้
1. การเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าว  สาเหตุนี้มักมาจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแล หากคุณพ่อคุณแม่มีอารมณ์เหวี่ยงง่าย ขี้หงุดหงิด  ใช้อารมณ์ดุว่าและทำโทษลูกอย่างไม่เหมาะสม จะส่งผลให้เด็กเครียด เก็บกด และเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวได้   และสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ แท็บแลต สมาร์ทโฟน เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่ก็ควรมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด และไม่ควรใช้สื่อเป็นเครื่องมือเลี้ยงลูกแทนตนเอง โดยเฉพาะเด็กวัย 0-2 ปี  คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลด้วยการชวนคุย เล่นกระตุ้นพัฒนาการ ไม่ควรปล่อยให้เด็กเสพสื่อเพียงลำพัง เพราะจะทำให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวจากสื่อที่มีเนื้อหาก้าวร้าวได้ นอกจากนี้เด็กจะขาดการกระตุ้นและมีพัฒนาการที่ล่าช้าได้
2. พฤติกรรม เอาแต่ใจมากเกินไป  เด็ก 0-3 ปี เป็นวัยที่มักงอแงเอาแต่ใจง่าย หากคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกแบบตามใจมาก ลูกก็จะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ ดังนั้นการดูแลลูกในวัยนี้ควรมีการวางกรอบกติกาที่เหมาะสม และพยายามกำกับดูแลให้เด็กทำตามกติกาที่ตกลงกัน โดยไม่ควรใจอ่อนตามความงอแงของลูก เมื่อลูกทำได้ตามกติกา คุณพ่อคุณแม่ก็แสดงความชื่นชม เพราะสิ่งนี้จะช่วยสอนให้ลูกรู้จักระงับความอยาก ความงอแงที่เกินพอดี และทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะทำตามกติกาได้

3. เด็กไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ตามวัย มักพบบ่อยในครอบครัวที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือพี่เลี้ยง คอยทำอะไรทุกอย่างให้ โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกทักษะที่จำเป็นตามวัย เช่น เด็กวัย 2 ปี จะสามารถจับช้อนได้เอง พ่อแม่อาจค่อยๆ สอนให้ลองตักข้าวกินเองบ้าง แม้เด็กจะทำได้ไม่เต็มที่ อาจหกเลอะเทอะ หรือกินช้า ก็ควรสนับสนุนให้ลูกทำเอง นอกจากนี้เด็กวัยนี้ยังสามารถช่วยหยิบของที่ไม่เป็นอันตรายส่งให้คุณพ่อคุณแม่ได้ ซึ่งก็ควรฝึกหัดให้ลูกได้ลองทำบ้าง และเมื่อลูกทำได้ ก็จะช่วยให้ลูกมีทักษะที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามวัยและเป็นเด็กที่มีน้ำใจรู้จักช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่

                4. เด็กขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพราะถูกปิดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เด็กวัยนี้จะเป็นวัยที่เริ่มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง อยากเล่น อยากลองริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง ชอบซักถามในสิ่งที่เขาสงสัย ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่เอาแต่ดุหรือห้ามปรามด้วยความกังวล ลูกจะกลัว และไม่กล้าริเริ่มทำสิ่งต่างๆ ในทางตรงข้าม หากคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูกได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่เขาอยากทำ (ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์และไม่มีอันตราย) ได้สำเร็จ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกได้ซักถามในสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้ เด็กจะมีจินตนาการ มีความกล้าคิดกล้าทำ กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดี

ลูกจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์แจ่มใส มีน้ำใจ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถควบคุมอารมณ์ ไม่เอาแต่ใจ และทำตามกรอบกติกาได้ รวมทั้งสามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามวัย มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการดูแลและปลูกฝังที่คุณพ่อคุณแม่ที่จะอบรมสั่งสอนให้เขา ดังนั้นลูกจึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของวิธีการดูแลและปลูกฝังจากพ่อแม่นั้นเอง

 

บทความแนะนำ :

นอนตะแคง ลูกรักสมองดี จริงหรือไม่?
ดุลูก! แล้วต้องปลอบหรือไม่?

credit : rakluke

บทความที่เกี่ยวข้อง