55

  ในวัย 3 ขวบ ลูกน้อยของคุณแม่ก็ไม่ใช่ทารกตัวจ้อยที่ต้องให้คุณแม่อยู่ด้วยตลอดเวลาแล้วล่ะค่ะ เค้าจะมีพัฒนาการในทุกๆด้าน ทั้งทางร่างกายสติปัญญา การเรียนรู้และทักษะทางสังคมที่มากขึ้น มีความคิดและเป็นด้วยของตัวเองมากขึ้นจนคุณแม่ต้องประหลาดใจเชียวล่ะค่ะ

ร่างกายพร้อม

เด็กชายวัย 3-4 ปี จะมีส่วนสูง 96-114 เซนติเมตร น้ำหนัก 13.5-20.5 กิโลกรัม ส่วนเด็กผู้หญิงอาจจะตัวเล็กกว่านิดหน่อย คือ มีส่วนสูง 94-114 เซนติเมตร น้ำหนัก 13-20 กิโลกรัม เด็กวัยนี้จะเคลื่อนไหวร่างกายได้เก่งขึ้น สนุกสนานกับการเล่นที่ต้องใช้การทรงตัว และยิ่งเล่นก็จะยิ่งมีพัฒนาการทรงตัวดีขึ้น นอกจากนี้เค้าก็จะสนุกกับการถีบสามล้อ และเก่งขึ้นจนถึงขั้นที่สามารถหัดถีบจักรยานได้ ส่วนเรื่องของการเล่น เด็กๆจะชอบเลียนแบบจากสิ่งที่เห็น เช่น การเล่นทำอาหารเหมือนกับที่เห็นคุณแม่ทำ เล่นเครื่องดนตรี กีฬา ไปจนถึงการเล่นเลียนแบบสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์

ทักษะการสื่อสารที่ก้าวหน้า

เด็กจะใช้คำพูดเป็นเครื่องสื่อความหมายได้ดีขึ้น ใช้การออกท่าทางน้อยลง หรืออาจใช้คำพูดประกอบท่าทางไปด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการในทางภาษาสำหรับเด็ก ในช่วงนี้เด็กจะเริ่มรู้จักคำมากขึ้น เข้าใจความหมายของคำว่า ข้างบน-ข้างล่าง- ข้างหน้า-ข้างหลัง ฯลฯ ต่อมาเค้าจะรู้จักการเรียงประโยค และมีความแตกฉานทางภาษามากขึ้น โดยที่เด็กจะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้เลี้ยงดู หากผู้ใหญ่รอบตัวเค้าใช้ภาษาที่ถูกต้องไพเราะ เด็กๆก็จะพูดเพราะไปด้วย

แม้เด็กวัยนี้จะใช้การพูดสื่อสารได้เก่งขึ้น แต่เด็กวัย 2 ขวบครึ่งถึง 4 ขวบ จำนวนมากอาจจะพูดไม่ค่อยเก่ง คือมีทั้งที่ดูเงียบเกินไป และพูดเหมือนติดอ่าง ซึ่งอาจเป็นเพราะความคิดของเด็กเร็วกว่าความสามารถในการใช้คำศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินเหตุ อาการเช่นนี้จะหายไปเมื่อสมองส่วนที่ใช้บังคับการพูดเติบโต และพัฒนาเต็มที่ ระหว่างนี้ไม่ควรเร่งรัดให้ลูกพูด เพราะจะทำให้เด็กไม่กล้าพูดมากขึ้นไปอีก เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยคำพูด สำหรับเด็กวัยนี้ คือ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เค้ารู้จักบอกชื่อและนามสกุลของตัวเองได้เมื่อถูกถามนะคะ

พร้อมแล้วเรื่องการอ่าน-เขียน

สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น เค้าจะชอบดูรูปในหนังสือ ดีใจที่ได้หยิบจับพลิกเปิดหนังสือ อยากจะเขียนชื่อตัวเอง วาดภาพ และมีคำพูดแปลกๆใหม่ๆมากมาย ความชอบหนังสือนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากหากคุณพ่อคุณแม่สอนให้เค้าอ่านหนังสือ โดยการอ่านให้เค้าฟังอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอ่านหนังสือก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้เค้าได้พักผ่อนและเข้านอนอย่างมีความสุขแล้ว ยังเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งจะหาโอกาสอย่างนี้ได้ยากมากหากพ้นวัยนี้ไปแล้ว นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เลือกหนังสือของตนเอง และตั้งใจฟังเมื่อลูกทำท่าเหมือนอ่านแม้ความจริงแล้วสิ่งที่เค้าทำคือการจดจำข้อความที่คุณพ่อคุณแม่อ่านให้ฟังมาพูด ไม่ได้เป็นการอ่านจริงๆก็ตาม ส่วนในเรื่องของการเขียน เด็กวัยนี้จะชอบขัดเขียน ระบายสี และวาดภาพแบบคร่าวๆได้

พร้อมแยกจากพ่อแม่สู้สังคมใหม่

เด็กในวัยนี้โตพอที่จะเข้าโรงเรียนได้แล้ว ซึ่งเด็กจะรู้จักการแยกจากพ่อแม่ มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เค้าโตพอจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้ รู้จักช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆน้อยๆ รู้จักกฎเกณฑ์ในสังคมและสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นๆได้ เด็กๆจะยังคงสนุกสนานกับการปั้นดินน้ำมันให้เป็นขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย การต่อแท่งไม้เป็นรูปต่างๆตามจินตนาการ คำชมจากผู้ใหญ่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆเก่งขึ้นได้ค่ะ

นอกจากนี้เด็กๆจะมีความผูกพันกับบุคคลอื่นๆนอกเหนือจากคนในครอบครัว เช่น คุณครูที่โรงเรียนอนุบาล เพื่อนๆในวัยเดียวกัน เริ่มรู้จักคำว่า พวกเขา พวกเรา รู้ว่าของสิ่งไหนเป็นของตน หรือของคนอื่น แต่โดยธรรมชาติเด็กเล็กมีลักษณะของการนึกถึงตนเองเป็นใหญ่ ยังมีความอดทน รอคอย และการยับยั้งชั่งใจน้อย และยังมีความเข้าใจต่างๆไม่เพียงพอ เด็กในวัยนี้บางคนจึงอาจมีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว เมื่อไม่ได้ดังใจก็อาละวาด ขว้างปาสิ่งของ ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกของความรู้สึกนึกคิดของเด็ก โดยผ่านทางพฤติกรรมทั้งสิ้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะลดลง เมื่อเด็กเข้าใจกฎเกณฑ์ในสังคมดีขึ้น และสามารถใช้คำพูดเป็นเครื่องแสดงออกของความปรารถนาหรือระบายความรู้สึกของตนเองเก่งขึ้น

เข้าใจสิ่งต่างๆมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด

เด็กๆมีการเรียนรู้และรับรู้อยู่ตลอดเวลา เค้าจึงมีความรู้สึกและความคิดตามแบบของเค้าและสามารถรับรู้เข้าใจอะไรๆได้มากกว่าที่ผู้ใหญ่จะคาดคิด และเมื่อเด็กมีความไม่สบายใจ วิตกกังวล มีความทุกข์ เศร้า หรือแม้กระทั่งตื่นเต้น ดีใจ เด็กจะแสดงออกผ่านทาพฤติกรรมเสมอ เพราะเค้ายังไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นโดยการบรรยายเป็นคำพูดได้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเด็กรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง มีความกลัว ไม่สบายใจ เราจะเห็นว่าเด็กจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ซนมากขึ้น งอแงติดแม่ เรียกร้องต่างๆมากขึ้น ดื้อ แสดงอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้บ่อย หรือเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่างๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูเอาใจใส่เด็ก หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเค้าแล้ว จะสามารถเข้าใจอารมณ์จิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเด็กโดยไม่ยาก และจะสามารถช่วยเหลือเด็กได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

 

บทความแนะนำ :

คุณแม่เช็คด่วน!! พัฒนาการลูกวัย 3-6 ปี
36 กิจกรรมแนะนำ ที่ควรให้ลูกทำก่อนวัย 3 ขวบ
รู้มั้ย? ลูกเราเข้าใจคำพูดมากแค่ไหน?
5 ปัญหายอดฮิต!! เรื่องการพูดของลูกน้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก : motherandchild

ภาพจาก : cdn.medimetry.com







บทความที่เกี่ยวข้อง

Spread the love