onm

เมื่อลูกน้อยมีอาการปวดท้องจนร้องงอแง พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดท้องธรรมดา
แต่รู้ไหมว่าอาการปวดท้องในเด็กนั้น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โรคลำไส้กลืนกันนี้เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย และเป็นโรคที่อันตรายถึงแก่ชีวิต เนื่องจากเมื่อลำไส้กลืนกันอยู่นานๆ ก็จะเกิดลำไส้ขาดเลือด จนกระทั่งมีการเน่าตายของลำไส้ได้ ฉะนั้นผู้ป่วยโรคนี้จำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการปวดท้องเพราะลำไส้กลืนกันเกิดจากการที่ลำไส้เล็กขดเข้าไปในลำไส้ใหญ่ จึงทำให้เด็กเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงได้ ซึ่งอาการปวดท้องแบบนี้มักจะไม่มีสัญญาณมาก่อน อยู่ดีๆ ก็ปวดขึ้นมาเฉยๆ แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาการปวดท้องแบบนี้อาจถึงขั้นต้องผ่าตัดโดยด่วนเลยล่ะ โดยให้พ่อแม่สังเกต หากลูกมีอาการอาเจียนและอุจจาระเป็นเลือดร่วมด้วย ต้องพาไปพบแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ

การรักษาโรคลำไส้กลืนกันมี 2 วิธี

วิธีแรกคือการดันลำไส้ส่วนที่เคลื่อนตัวเข้าไป ให้ออกมาจากลำไส้ส่วนที่กลืนกันอยู่โดยการใช้แรงดันผ่านทางทวารหนัก ซึ่งอาจจะใช้การสวนลำไส้ใหญ่ด้วยสารทึบรังสี barium หรือใช้ก๊าซเป็นตัวดัน ถ้ากระบวนการสวนลำไส้ใหญ่สามารถดันลำไส้ที่กลืนกันออกได้สำเร็จ ก็ไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรับประทานอาหารได้ภายใน 1-2 วันหลังจากการสวนลำไส้ใหญ่และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วัน โดยไม่มีอาการของลำไส้กลืนกันอีก แต่ในกรณีที่ลำไส้มีการกลืนกันเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งเกิดการเน่าตาย หรือในกรณีที่การสวนลำไส้ใหญ่ไม่อาจจะดันลำไส้ที่กลืนกันออกได้ ก็จำเป็นจะต้องได้รับรักษาด้วย

วิธีการที่สองซึ่งก็คือการผ่าตัด ในการผ่าตัดนั้น ศัลยแพทย์สามารถใช้มือบีบดันให้ลำไส้ส่วนที่กลืนกันคลายตัวออกจากกัน มีเพียงผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีการเน่าตายหรือมีการแตกทะลุของลำไส้แล้ว ซึ่งในกรณีเช่นนี้จำเป็นจะต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าตายออกและทำการต่อลำไส้ส่วนที่ดีเข้าหากัน

โรคลำไส้กลืนกันนี้แม้ว่าจะเป็นโรคที่ร้ายแรงและเฉียบพลัน แต่ผลของการรักษาโรคนี้ดีมาก ปัญหาที่พบได้บ่อยก็คือ บิดา มารดา หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ไม่ทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้ เมื่อเห็นว่าเด็กมีอาการปวดท้อง อาเจียน มีไข้ ก็นึกไปว่าเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อหรือเป็นโรคบิดและได้ไปซื้อยามารับประทานกันเอง จนกระทั่งลำไส้เริ่มมีการขาดเลือดจนถ่ายอุจจาระเป็นเลือดปนมูกถึงจะพาผู้ป่วยมาให้แพทย์ตรวจ ทำให้ได้รับการรักษาที่ช้าเกินไป ดังนั้นเมื่อใดที่ผู้ป่วยเด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ควรรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ทำการวินิจฉัยและรักษาต่อไป

 

Photo credit: childanddevelopment.com